ทางออก ‘พิพาท 2 เขตแดน’ เวทีรัฐสภา พยุง ‘รัฐบาล-ชินวัตร’

ทางออก ‘พิพาท 2 เขตแดน’ เวทีรัฐสภา พยุง ‘รัฐบาล-ชินวัตร’

กรณีที่ "แพทองธาร" เลือกใช้สันติวิธี ไม่ตอบโต้ "กัมพูชา" ที่แสดงท่าทีพร้อมรบ กลายเป็นข้อกังขา และ ไม่ไว้ใจรัฐบาล จึงเสนอทางออกโดยใช้กลไกรัฐสภาจัดการ

KEY

POINTS

Key Point :

  • ข้อพิพาทระหว่างดินแดน ระหว่าง ไทย-กัมพูชา ถูกสังคมกังขา และถูกขยายผลเป็นเรื่อง "ประโยชน์" ของคน2ตระกูล
  • คือ "ตระกูลชินวัตร" และ "ตระกูลฮุน" ที่ล้วนมีอำนาจในทางการเมืองและบริหารระดับประเทศ
  • เพราะท่าที และการตอบโต้ของ "รัฐบาลไทย" ที่ยึดสันติวิธี นั้นค้านกับความรู้สึกของประชาชน
  • ความไม่ไว้ใจ "รัฐบาลชินวัตร" ต่อการแก้ไขสถานการณ์ ทำให้ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" เสนอให้ใช้ "เวทีรัฐสภา" หาทางออก
  • ตามรัฐธรรมนูญแล้ว กำหนดวิธีทางให้ทำได้ 2 แนวทาง
  • ขึ้นอยู่กับว่า "รัฐบาล-แพทองธาร" จะจริงใจ และใช้หรือไม่

ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อน เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อ 28 พ.ค. ได้ถูกขยายผลสู่ประเด็นทางการเมือง ในทำนองว่าใครจะได้ประโยชน์

โดยโยงภาพ “ตระกูลชินวัตร” ทั้ง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” มีความสัมพันธ์อันดีและใกล้ชิดกับ “สมเด็จฮุน เซน” และครอบครัว และส่งต่อมายังรุ่นลูก คือ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีไทย และ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

สิ่งที่สังคมตั้งคำถาม และโยงภาพความขัดแย้งเรื่องดินแดน กลายเป็น “ผลประโยชน์ระหว่าง 2 ตระกูล” โดยถูกมองมาจากกรณีที่ "รัฐบาลแพทองธาร” เลือกสันติวิธี ไม่แสดงท่าทีตอบโต้ “กัมพูชา” อย่างทันทีทันควัน ทั้งยังปล่อยเวลาให้ล่วงเลย 9 วันก่อนที่จะออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการตอบโต้

ทางออก ‘พิพาท 2 เขตแดน’ เวทีรัฐสภา พยุง ‘รัฐบาล-ชินวัตร’

ในประเด็นผลประโยชน์ที่แฝงอยู่นั้น ถูกตั้งข้อสงสัยดังๆ จากฝ่ายค้าน “กัณวีร์ สืบแสง” สส.พรรคเป็นธรรม ว่า การสร้างประเด็นขัดแย้งทางดินแดนที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี ครั้งนี้ หวังผลไปไกล ถึงการแบ่งโควตาทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลในพื้นที่ทับซ้อน ที่ยังมีปัญหา

ในกรณี “การแบ่งประโยชน์ทางพลังงาน” ตั้งแต่มี “รัฐบาลเพื่อไทย” แม้จะไม่ปรากฏมติ หรือทิศทางอย่างชัดเจน เป็นทางการว่า จะเอาอย่างไรกันแน่ แต่เมื่อปลายปี 2567 นายกฯ “แพทองธาร” พูดในคีย์เดียวกันกับบิดา อดีตนายกฯทักษิณ ซึ่งมีสถานะเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของประธานอาเซียน ว่า 

“จะเร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย สามารถนำก๊าซธรรมชาติในบริเวณนั้นขึ้นมาใช้ คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 10 ล้านล้านบาท จากปริมาณก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะสูงถึง 300 ล้านลูกบาศก์ฟุต”

หลังจากนั้น จึงมีการจับตา และจับจ้องจากเครือข่ายภาคประชาชน ทำให้ไม่มีการเคลื่อนไหวในที่แจ้ง ว่ารัฐบาลจะเริ่มนับหนึ่งอย่างไร

ทว่า มีความเคลื่อนไหวที่สอดรับใน “กรรมาธิการการต่างประเทศ” ที่มี สส.พรรคเพื่อไทย เป็นประธานกรรมาธิการ

ได้ขับเคลื่อน และตั้ง อนุกรรมาธิการเพื่อศึกษาการบริหารจัดการพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อน ซึ่งมีหัวข้อที่ศึกษาสำคัญคือ “แหล่งปิโตรเลียมในเขตไหล่ทวีปที่อ้างสิทธิทับซ้อน ไทย-กัมพูชา”

ขณะนี้ อนุกรรมาธิการฯ ได้จัดทำรายงานแล้วเสร็จเป็นเบื้องต้น แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยเนื้อหาได้ เพราะอยู่ระหว่างการทบทวนให้สมบูรณ์ ก่อนเตรียมเสนอให้กรรมาธิการชุดใหญ่พิจารณา และส่งต่อไปยังสภาฯ และรัฐบาล ในช่วงเปิดสมัยประชุมสภาฯ เดือน ก.ค.นี้

ทางออก ‘พิพาท 2 เขตแดน’ เวทีรัฐสภา พยุง ‘รัฐบาล-ชินวัตร’

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า รายงานฉบับนี้จะถูกหยิบยกเป็นกรอบที่รัฐบาลจะใช้อ้างต่อการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้อง ลักษณะคล้ายกับการศึกษาเรื่อง “เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ที่สภาฯ เดินเกมให้รัฐบาลพิจารณายกร่างกฎหมายเสนอต่อสภาฯ

ในความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวเนื่องกันนั้น “กัณวีร์” มีข้อเสนอทิ้งท้ายด้วยว่า ประเด็นที่เป็นข้อพิพาท ควรใช้กลไกของสภาฯ หรือรัฐสภา พิจารณาหาทางออก

เมื่อพิจารณาตามหน้าที่ และอำนาจของรัฐสภา ที่รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ไว้ จะพบว่า ในประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญของชาติ ได้ให้บทบาท “รัฐสภา” เป็นเวทีคลี่คลาย โดยมาตรา 155 ระบุว่า ในกรณีที่มีปัญหาสําคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย หรือเศรษฐกิจของประเทศ สมควรที่จะปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี 

โดย ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะแจ้งเรื่องไปยังประธานรัฐสภา ขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติเรื่องที่อภิปราย พร้อมเปิดช่องให้ประชุมลับได้

ทางออก ‘พิพาท 2 เขตแดน’ เวทีรัฐสภา พยุง ‘รัฐบาล-ชินวัตร’ และมาตรา 165 ที่ให้อำนาจ “คณะรัฐมนตรี” ขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติในที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อรับฟังความเห็นของ สส. สว. ในกรณีที่มีปัญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน

ต่อประเด็นนี้ “คำนูณ สิทธิสมาน” อดีต สว. และอดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นไว้ว่า รัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้ให้แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่า “รัฐบาล” จะเลือกใช้หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลเคยใช้กลไกของรัฐสภาเพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งความขัดแย้งในประเด็นข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา สามารถตีความได้ว่าเป็นประเด็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินได้

“หากรัฐบาลจะใช้กลไกนี้ ขอความเห็นจากสมาชิกรัฐสภา เพื่อระดมความคิดเห็น และถือว่าใช้เวทีรัฐสภาให้เป็นประโยชน์ได้ รวมถึงรัฐบาลอาจถือเป็นเวทีเพื่อชี้แจงอย่างรอบด้านต่อสมาชิกรัฐสภา ผ่านไปยังประชาชน เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อน มีข้อควรพิจารณาว่า อาจประชุมลับเป็นบางช่วงได้ อย่างที่รัฐสภาชุดก่อนนี้ทำมาแล้ว” อดีตสว.คำนูณ เสนอแนะ

นอกจากนั้น ในประเด็นการตอบโต้ “ฮุน เซน” และรัฐบาลกัมพูชา ต่อท่าทีการยกระดับปัญหา นำเรื่องยื่นต่อศาลโลก อดีตสว.คำนูณ มองว่า “รัฐบาลควรมีท่าทีที่ชัดเจนต่อการไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลโลก และยืนหยัดต่อการปกป้องอธิปไตยของชาติ เพราะตามกติกาแล้ว กัมพูชาไม่สามารถยื่นฟ้องฝ่ายเดียวได้”

ทางออก ‘พิพาท 2 เขตแดน’ เวทีรัฐสภา พยุง ‘รัฐบาล-ชินวัตร’

กับสถานการณ์ทางการเมืองที่ “รัฐบาลแพทองธาร” เผชิญทั้งศึกนอกประเทศ และ “ศึกในรัฐบาล” จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความรอบคอบ รัดกุม และรวดเร็วในการแก้ปัญหา

อย่างน้อยเพื่อ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ไม่ให้ลามไปสู่ “เสถียรภาพของรัฐบาล” ที่ยามนี้ดูเหมือนว่า อยู่ในสภาวะเปราะบาง.