เข้าสู่ห้วง 1 เดือนสุดท้าย ก่อนถึงวันเลือกตั้งใหญ่ นาทีนี้ร้อนแรงดุเดือด เพราะใกล้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายเต็มที ทำให้บรรดาทุกพรรคค่ายหลักในหน้าสื่อ ต้องออกแรงขยับปั่นกระแสเพื่อปลุกให้ประชาชนเลือกข้าง หนุนส่งให้พรรคการเมืองแบ่งแยกเป็น 2 ข้าง
พรรคที่ชูจุดยืนนโยบายมาตั้งแต่เริ่มฤดูหาเสียง จะไม่ประกาศจับมือกับบางพรรคที่มีภาพลักษณ์ในทางไม่ชัดเจนหรือ “เทา” แน่นอนว่า มี “พรรคประชาชน” ที่แสดงจุดยืน “มีเทา ไม่มีเรา” ตั้งแต่เริ่มต้น โดยประกาศชัดเจนก่อนยุบสภา
กระทั่ง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 ของพรรค ตอกย้ำพลพรรคฐานเสียงสีส้มด้วยจุดยืน ไม่โหวตเห็นชอบ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯสมัย 2 พร้อมทั้งไม่จับมือพรรคกล้าธรรมเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
ขณะเดียวกัน ยังประกาศแคมเปญ “กาส้มล้มเทา” เพื่อปลุกกระแสฐานเสียงที่กำลังมีความลังเลสูง เพราะผลโพลของนิด้าโพล รอบไตรมาส 4/2568 ยังชี้ชัดว่า กระแสคนยังไม่ตัดสินใจเลือกแคนดิเดตนายกฯ และพรรคการเมือง ยังคงครองอันดับ 1 ที่ร้อยละ 40
ด้าน พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกำลังฟื้นฟูศรัทธาพรรคใหม่โดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ประกาศชัดตั้งแต่หาเสียงผ่านเวทีดีเบตว่า และระหว่างนำพรรคสีฟ้าหาเสียงปักษ์ใต้ ย้ำชัดไม่เอาทุนเทา ประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม และจะเดินหน้าชูนโยบายปราบ “ทุนเทา” เน้นเอาคะแนนกระแสผ่านตัวหัวหน้ามาร์คเป็นหลัก
แน่นอนว่า พรรคสีฟ้าและพรรคสีส้ม กำลังประกาศให้คนไทยเลือกข้าง หากหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 พรรคร่วมรัฐบาลใหม่ ยังมี พรรคกล้าธรรม อยู่ในสมการ เท่ากับว่า พรรคสีฟ้าและพรรคสีส้ม ย่อมผลักดันตัวเองไปยืนอยู่ซีกฝ่ายค้านทันที
โอกาสที่ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน จะจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น จึงต้องมีสมการตัวเลข สส.ที่เกินกว่าเป้าหมายที่ตัวเองวางไว้ หรือเป็นพรรคตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล
ตัดมาซีกกลุ่มพรรคการเมืองที่ยังไม่ประกาศจุดยืนจับขั้วการเมืองอย่างชัดเจน จนถูกมองว่า ใช้สูตรแทงกั๊ก หรือใช้ภาพจุดยืนกลางๆ พร้อมไปได้ทุกสูตร
คอการเมืองจึงโฟกัสไปที่ “พรรคเพื่อไทย” เพราะถือว่าแกนนำพรรคมองผลลัพธ์ในปลายทางแล้วว่า ตัวเลขจะได้ไม่เกิน 3 อันดับแรกและแน่นอนว่า สมการรัฐบาลใหม่ย่อมหลีกหนี หรือตัด “เพื่อไทย” ทิ้งไม่ได้เด็ดขาด
การอ่านเกมของคีย์แมนพรรคเพื่อไทยมองขาดตั้งแต่จัดทัพผู้สมัคร ดูลมดินฟ้าอากาศราบรื่น โอกาสเป็นนายกฯ ยังถือว่ามีอยู่ หากไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ใช้จำนวน สส.ที่มีซึ่งไม่น่าต่ำร้อยเสียง เป็นพรรคตัวแปรจัดตั้งรัฐบาลทันที โดยมี “กระทรวงเกรดเอ” อย่าง “คมนาคม” เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเพิ่มเสียงให้พรรคร่วมรัฐบาล
จุดยืนของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับการแสดงจุดยืนเลือกข้างทางการเมือง จึงไม่มีทางออกจากปากแกนนำพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย
เพราะการประกาศจุดยืนไม่ร่วมงานกับพรรคใด จะกลายเป็นเครื่องผูกมัดทางการเมืองในช่วงจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้จะถูกฝั่งตรงข้ามโหมดิสเครดิตว่า มีแนวโน้มอาจไปร่วมรัฐบาลโดยมีพรรคสีน้ำเงิน และพรรคสีเขียวเป็นพันธมิตร ไม่ต่างจากสมัยปี 2566 ที่ไปจับมือกับพรรคลุง
ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” นั้นเน้นไม่ประกาศแนวทางชัดเจนว่า จับมือพรรคใด โดยมีธงต้องการเสียง สส.มาเป็นอันดับ 1 ไล่ต้อนดูดนักการเมืองบ้านใหญ่จากค่ายพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ชาติไทยพัฒนา เพื่อไทย โดยใช้"ไทยรักไทยโมเดล"ในอดีต หวังชิงธงนำจัดตั้งรัฐบาลต่อเนื่อง
“อนุทิน ชาญวีรกูล” และครูใหญ่จึงอาศัยสรรพกำลังจากการผนึกพลังของนักเลือกตั้งบ้านใหญ่ เพื่อกวาด สส.เขตเข้าสภาฯให้มากที่สุด
ส่วนแต้มกระแสเป็นปัจจัยรอง เพราะปลายทางจำเป็นต้องจับมือพรรคพันธมิตรเดิม คือ พรรคกล้าธรรม พรรคพลังประชารัฐ ร่วมกอดคอตั้งรัฐบาล หากจำเป็นต้องเลือกพรรคใดเป็นตัวแปรเพื่อได้เสียง 250 อัพขึ้นไป จะต้องดูบริบท ยอด สส.หลังเลือกตั้งก่อน
ส่วน"พรรคกล้าธรรม" ศึกครั้งนี้หนักกว่าเพื่อน ถูกจองกฐินไว้หนัก “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ต้องออกแรงดันเอา สส.เข้าสภาฯให้ได้มากที่สุด คือยอด 40-50 เสียง เพื่ออยู่ในสมการ พรรคตัวแปรชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาล
เช่นเดียวกับ "พรรคพลังประชารัฐ" เปลี่ยนม้ากลางศึก ขยับเปลี่ยนผู้นำพรรคมาเป็น "ตรีนุช เทียนทอง" แทน “ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ที่ถอยฉากเป็นนั่งประธานที่ปรึกษาแทน ก็หวังว่ายอด สส.จะได้ไม่ต่ำกว่าของเดิมที่มีอยู่ โอกาสพรรคลุงป้อมจึงเป็นพรรครอร่วมรัฐบาลหรือพรรคอะไหล่เท่านั้น
ไล่เช็คจุดยืนการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ทั้งพรรคภูมิใจไทย-กล้าธรรม-พลังประชารัฐ-รวมไทยสร้างชาติ-ประชาธิปัตย์ ล้วนใส่เกียร์ว่าง กับกระแสประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่ 8 ก.พ.2569 เพราะด้วยกติกาที่ยังเอื้อประโยชน์ต่อพรรคปีกอนุรักษนิยมยังสูง ทำให้บรรดาพรรคเหล่านี้ ไม่ออกแรงขยับมากเท่ากับการหาเสียง
การรณรงค์ออกเสียงประชามติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเหลือท่าทีเพียงแค่พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน รวมทั้งองค์กรภาคประชาชนอย่าง “ไอลอว์” กระแสตื่นตัวดังกล่าวจึงถูกกลบด้วยกระแสเลือกตั้ง รวมทั้งมีอุปสรรคจากการไม่เอื้ออำนวยให้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติได้เต็มที่ เพราะไม่สามารถออกเสียงล่วงหน้าก่อนวันจริงได้
ท่าทีพรรคประชาชน ยังคงมีจุดยืนผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จผ่านการออกเสียงประชามติ
เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทยนั้น บรรดาแกนนำเลือกบทลุยหาเสียงมากกว่าปลุกกระแสจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยให้ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เป็นหัวหอกขับเคลื่อนรณรงค์ร่วมกับ ไอลอว์ เพื่อผลักดันให้ประชามติออกเสียงเรื่องรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านเกมประชามติ จึงดูไม่ราบรื่น ประชาชนไม่ยังไม่ให้ความสำคัญเท่าการเลือกตั้ง โอกาสการผ่านความเห็นชอบจึงต้องลุ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ เพราะจำเป็นต้องได้มีเสียงเห็นด้วยจะมากกว่าเสียงไม่เห็นด้วย และเสียงไม่แสดงความคิดเห็นหรือไม่
ก่อนถึงห้วงโค้งสุดท้าย คอการเมืองได้เห็นท่าทีจุดยืนไม่จับมือกับพรรคใด และไม่โหวตให้ใครเป็นนายกฯ ก็เพื่อปลุกกระแสจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงที่แลนด์สไลด์
ขณะที่พรรคในปีกอนุรักษนิยม หรือเสรีนิยมบางพรรคเลือกไม่ประกาศชัดในท่าที เพราะว่ากันว่า บรรดาบิ๊กเนมคีย์แมนหลายค่ายคำนวณคณิตศาสตร์การเมือง รู้อยู่เต็มอก ปัจจัย “รัฐพันลึก” ยังไม่ไว้ใจบางพรรคอยู่เป็นโจทย์เดิม มีธงทั้งไม่ต้องการให้บางพรรคเป็นนายกฯ และไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญถูกแก้ไข
ฉะนั้น ผลเลือกตั้งรอบนี้จะยังเป็นการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค 2 ก๊กใหญ่ โดยยังต้องทิ้ง 1 ก๊กให้เป็นฝ่ายค้าน





