จะดีกว่าไหม ถ้าคนไทยศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย มั่นใจในสิทธิที่ตนเองมี เลือกผู้นำประเทศอย่างที่ตนต้องการ ประเทศไทยเสียเวลาไปกับการรัฐประหารและผลพวงมานานแล้ว
คึกคักทั่วประเทศสำหรับบรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตวันแรก แต่ละพรรคขนกองเชียร์กันมาแน่นขนัด
ผู้สมัครเด่นดังระดับ ตัวพ่อ ตัวแม่ ต้องมาประชันกันในวันแรกเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยช่วงชิงพื้นที่ข่าว
ที่ถูกจับตามองมากที่สุดหนีไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติที่เดินทางไปให้กำลังใจว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรค ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพ (ไทย-ญี่ปุ่น)
อีกคนคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งระหว่างรอรับสมัครทั้งสองได้นั่งติดกันคุยกันหนุงหนิง หลังจากระยะหลังมีข่าวให้สัมภาษณ์แซะกันบ่อยครั้ง ต่างฝ่ายต่างเชียร์คนละพรรค
เมื่อกระบวนการรับสมัครเสร็จสิ้นสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ
ในกรุงเทพฯ หลายพรรคแห่กันไปไหว้ศาลหลักเมือง ที่นครราชสีมาก็ต้องกราบท้าวสุรนารีเพื่อความเป็นสิริมงคล
เรื่องของความเชื่อเป็นเสรีภาพ ใครจะเชื่ออย่างไรไม่ว่ากัน ถ้าไม่ได้บังคับให้คนอื่นเชื่อตาม เรื่องนี้
นักวิชาการอิสระนาม ณัฐพงศ์ ดวงแก้ว เคยกล่าวกับกรุงเทพธุรกิจว่า ความเชื่อทั้งผี-พราหมณ์-พุทธ เป็นพื้นฐานความเชื่อที่ผูกพันกับวิถีชีวิตและมีอิทธิพลกับการเมืองไทยมาโดยตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
“เราเชื่อกันว่าอำนาจศักดิ์สิทธิ์บางอย่างเหล่านี้สามารถดลบันดาลหรืออำนวยอวยชัย หรือแม้กระทั่งทำร้ายทำลายอำนาจของคนบางคนได้ ความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จึงถูกนำมาใช้ในทางการเมืองด้วยเสมอมา” นักวิชาการว่าไว้อย่างนั้น ซึ่งยิ่งใกล้วันสำคัญพลังความเชื่อยิ่งถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้น
ส่วนพรรคการเมืองที่ไม่อยากแสดงออกแบบสายมู ก็ใช้วิธีนำผู้สมัครขึ้นรถแห่แนะนำตัวไปตามที่ต่างๆ ปิดท้ายที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์
ไม่ว่าจะอย่างไรทั้งหมดนี้คือสีสัน ความคึกคักที่ประชาชนรอคอย รอคอยจะได้ใช้หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงที่พวกเขามีสร้างการเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างฟินแลนด์ ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 6
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันอาทิตย์ (2 เม.ย.) ปรากฏว่า พรรคสังคมประชาธิปไตยฟินแลนด์ (เอสดีพี) ซึ่งเป็นพรรคสายกลาง-ซ้าย ของนายกรัฐมนตรีซานนา มาริน ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับสาม
แม้เธอจะมีภาพลักษณ์ดีเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก แต่ในบ้านประชาชนมองว่าเธอไม่เก่งเรื่องเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูง จึงใช้กระบวนการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือเปลี่ยนผู้นำ วิธีการง่ายๆ แต่ได้ผล
มองการเมืองไทยวันนี้ผู้ที่เคยเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารสุดท้ายแล้วต้องเข้าร่วมในกระบวนการเลือกตั้ง ต้องสังฆกรรมกับนักการเมืองที่ตนเคยรังเกียจ แม้ไม่ใช่ผู้สมัครโดยตรงก็หนีกระบวนการนี้ไม่พ้น
เพราะฉะนั้นจะดีกว่าไหมถ้าคนไทยศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย มั่นใจในสิทธิที่ตนเองมี เลือกผู้นำประเทศอย่างที่ตนต้องการ ประเทศไทยเสียเวลาไปกับการรัฐประหารและผลพวงมานานแล้ว





![[บทบรรณาธิการ]](https://image.bangkokbiznews.com/images/default.jpg?x-image-process=style/XS)