"กองทัพ" จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับการตอบรับจากระดับนโยบาย ที่ต้องชัดเจน เข้มแข็ง เพื่อผลักดันให้มีความต่อเนื่อง เป็นรูปธรรม ซึ่งต้องวัดใจ "กระทรวงกลาโหม" จะเด็ดขาดมากน้อยเพียงไหน
ในระหว่างที่นักการเมืองกำลังเตรียมความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งใหม่ ในส่วนของ “กระทรวงกลาโหม” ก็ไม่หยุดนิ่งในการเดินหน้าปฏิรูปกองทัพ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนแม่บท การปฏิรูปการบริหารจัดการ และการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพ ปี 2560-2569 ควบคู่ไปกับการพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรในกองทัพ
ภายในปี 2570 “กระทรวงกลาโหม” มั่นใจว่าจะสามารถปรับลดกำลังพลได้ตามเป้าที่วางไว้ ทั้งกำลังพลในภาพรวมลดให้ได้ 5% ขณะที่ตำแหน่งพลตรี ถึงพลเอก มีนโยบายลด 50% ซึ่งสอดคล้องกับปัจจุบันที่ได้มีการยุบหน่วยที่ไม่จำเป็น หรือรวมหน่วยในภารกิจที่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้กองทัพมีขนาดเล็ก กะทัดรัด คล่องตัว
ในขณะที่ “กำลังพล” ทุกระดับจะเปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาว อายุน้อย ซึ่งถือเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความสด ไฟแรง และมีความรู้ความสามารถทั้งร่างกายจิตใจได้หมุนเวียนเข้ามาทำงานในกองทัพ ครอบคลุมไปถึงเก้าอี้ “ผบ.เหล่าทัพ”
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหม ศึกษารูปแบบ “เกษียณตามชั้นยศ” ของกองทัพหลายประเทศ แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับรูปแบบกองทัพไทย ทั้ง สหรัฐอเมริกา สวีเดน สเปน ส่วนกองทัพกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์
โดยวางหลักการเพื่อตอบโจทย์การแก้ไขปัญหา ความแออัดของคนในกองทัพที่เกี่ยวข้องกับกำลังพล และทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารมากขึ้น นั่นหมายความว่า จะเปิดตำแหน่งให้คนที่มีประสิทธิภาพต่อกองทัพสูงได้เติบโต เพื่อให้คนรุ่นใหม่หมุนเวียนกันเข้ามาเป็นผู้บริหารระดับสูงของกองทัพ
แนวทางดำเนินการ ประกอบด้วย ระดับฐาน ระดับกลาง ระดับบน
1.ครบตามวาระการปฏิบัติหน้าที่ตัวเอง ตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพ จะนั่งเก้าอี้ไม่เกิน 2 ปี ถือว่าครบวาระ ก็ต้องเกษียณ ไม่มีปีที่ 3 ปีที่ 4 อย่างเช่น สิงคโปร์ ยกเว้นกรณีมีความรู้ความสามารถ ยังทำประโยชน์ให้กองทัพสูง จะต่ออายุราชการให้ แต่ต้องขึ้นเป็นผู้บัญชาการสูงสุด ซึ่งจะใช้กับผู้นำสูงสุดของแต่ละเหล่าทัพต่อไป
2.ครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาที่ได้ทำไว้กับกองทัพ เช่น เริ่มรับราชการ กองทัพจะจ้างสูงสุดเพียงซี 8 หรือพันเอกพิเศษ ครบตามสัญญาต้องเกษียณ
3.ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต้องเกษียณออกไป เช่น ประเมินแล้วไม่ผ่าน ประสิทธิภาพในเรื่องของร่างกายและจิตใจ เช่นกำลังพลที่นำอาวุธออกนอกหน่วย ทำให้เกิดความวุ่นวาย และเดือดร้อนต่อประชาชน
4.ความรู้ ความสามารถ ศักยภาพทางร่างกาย เช่น ร่างกายไม่ฟิต ปล่อยเนื้อปล่อยตัว อ้วน ทดสอบร่างกายไม่ผ่าน
5.สมัครใจ จูงใจให้ออก
“ในส่วนตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพ วาระละ 2 ปีนั้น เป็นกฎเกณฑ์ต่างประเทศตั้งขึ้นมา อย่างประเทศสิงคโปร์ เขาหมุนเวียนเอาคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็น ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. มีอายุเพียง 45 ปี ก็ขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้น เขาจะได้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ในส่วนของเราเอง ถือเป็นไอเดีย เพราะกองทัพเอง ก็ต้องการความสดเช่นกัน เราเป็นกองทัพก็ต้อง Active มีความพร้อม ตื่นตัว”
"แต่ทุกอย่างต้องศึกษาค่อยเป็นค่อยไป และให้ความรู้กับกำลังพล เพราะเมื่อเราใช้จริง ก็จะไปที่ต้นทางด้วย ในต้นทางใครจะรับคนเข้ามารับราชการในกองทัพ จะต้องมีสัญญาที่ทำกับกองทัพไว้หลายรูปแบบ เพื่อทำงานกับกองทัพ ถึงปีไหน ชั้นยศอะไร เมื่อครบต้องเกษียณ ที่เป็นส่วนเกินก็ต้องเอาสัญญาในรูปแบบนี้มาใช้ เพื่อให้เขาได้รู้ตัว กับสิ่งที่เขาจะต้องได้รับการประเมิน" พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุ
นี่คือความเปลี่ยนแปลงกองทัพไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ การตอบรับจากระดับนโยบายที่ต้องชัดเจน และเข้มแข็งเพื่อผลักดันให้เกิดความต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม
ด้วยการรื้อโครงสร้างกองทัพ ที่ปัจจุบันยังยึดติดกับระบบรุ่น หรืออาวุโส ซึ่งส่งผลให้ผู้นำกองทัพกระจุกตัวอยู่แค่เพียงคนกลุ่มเดียว อีกทั้งยังต้องนำระบบรุ่นมาพิจารณาในการเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ซึ่งไม่ใช่จากประสบการณ์ความสามารถเป็นหลัก
แม้การปฏิรูปกองทัพจะวางนโยบายเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ต้องวัดใจว่า“กระทรวงกลาโหม”จะจริงจังมากน้อยขนาดไหน เพราะต้องไม่ลืมว่า คนที่เสียประโยชน์ก็ล้วนเป็นผู้นำในกองทัพทั้งสิ้น




