อำนาจเปลี่ยนมือ“บิ๊กป้อม”ผงาด “บ้านป่ารอยต่อ”หัวกระไดไม่แห้ง

อำนาจเปลี่ยนมือ“บิ๊กป้อม”ผงาด “บ้านป่ารอยต่อ”หัวกระไดไม่แห้ง

บารมีล้นพ้นตัวของ “พล.อ.ประวิตร” กำลังส่งผลให้เครือข่ายอำนาจกลับมาผงาดไปด้วย หัวกระได “บ้านป่ารอยตอ” จึงไม่แห้ง จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ รับเรื่องปม 8 ปี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม เอาไว้พิจารณา พร้อมมีมติ 5 ต่อ 4 ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย โดยคาดว่าจะใช้เวลาวินิจฉัยภายใน 2-3 สัปดาห์

แต่อำนาจทางการเมืองเวลานี้ ถือว่าเปลี่ยนมือแล้ว แม้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แม้จะนั่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 237/2563 เรื่องมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

แม้คำสั่งดังกล่าวห้ามนายกรัฐมนตรีรักษาการ สั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีได้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีเสียก่อน ทำให้ “พล.อ.ประวิตร” ยังไม่สามารถสั่งการอะไรได้ตามอำเภอใจ

ทว่า บนเก้าอี้รักษาการนายกรัฐมนตรีที่มีผลอัตโนมัติ นาทีนี้ทำให้บารมีของ “บิ๊กป้อม" ยิ่งขึ้นสูงติดลมบนมากกว่าเดิม จากนี้ไปถนนเกือบทุกสายจะวิ่งเข้ามูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ภายใน ร.1 รอ.อย่างคึกคัก

บรรดา “คนข้างกาย” ของ “พล.อ.ประวิตร” กำลังกลับมาคุมเกมการเมืองอีกครั้ง 

โดยเฉพาะในห้วงหนึ่งเดือนนี้ อยู่ในฤดูแต่งตั้งโยกย้าย นายทหาร-ตำรวจ-ข้าราชการ แม้ “พล.อ.ประวิตร” ยังไม่มีอำนาจเต็ม แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยน “บิ๊กข้าราชการ” ย่อมลู่ตามทิศทางลม

โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้าย “บิ๊กตำรวจ” จากเดิมที่ “พล.อ.ประยุทธ์” จัดประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) ในช่วงเช้าวันที่ 29 ส.ค. เพื่อเคาะตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่ แทนที่ “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ต่อด้วยประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ตร.) ในช่วงบ่าย เพื่อแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองลงมา

แต่เมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ต้องจับตาว่าวาระการประชุมดังกล่าวยังจะเดินต่อไปหรือไม่ หากยังเดินต่อ “พล.อ.ประวิตร” จะนั่งหัวโต๊ะเคาะโผด้วยตัวเองเลยหรือไม่

เพราะหาก “พล.อ.ประวิตร” ลงมาเป็นคนจัดโผด้วยตัวเอง จะทำให้ “ป. 4” กลับมาผงาดวงการสีกากีทันที บรรดาคนมีสีจะมุ่งไปหา เพื่อขอความอนุเคราะห์ เหมือนครั้งก่อนที่ “พล.อ.ประวิตร” นั่งรองนายกรัฐมนตรี ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “ป. 4” คือผู้อยู่หลังฉากจัด “ขุมกำลังสีกากี”

ขณะเดียวกัน หลังเลือกตั้งปี 2562 “พล.อ.ประวิตร” ถูกริบอำนาจ ไม่ให้นั่ง รมว.กลาโหม ไม่ได้คุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เป็น “ป. 4” ที่ซ่องสุมกองกำลัง “ส.ส.พลังประชารัฐ” หาจังหวะโค่น “พล.อ.ประยุทธ์” หลายครั้งหลายครา เมื่อ “พล.อ.ประวิตร” พลิกขึ้นมามีอำนาจ จึงต้องจับตาทุกความเคลื่อนไหวของ “ป. 4” ให้ดี 

สำหรับโผแต่งตั้งโยกย้าย “นายทหาร” ยังอยู่ในมือของ “พล.อ.ประยุทธ์” ในตำแหน่ง รมว.กลาโหม ซึ่งจะเป็นคนจัดโผด้วยตัวเอง ก่อนส่งรายชื่อให้ “พล.อ.ประวิตร” นำความขึ้นทูลเกล้าฯ

นอกจากนี้ บรรดา ส.ส. พลังประชารัฐ สายพล.อ.ประวิตร ได้เวลาขอในสิ่งที่อยากได้ เพราะรู้ว่า “นาย” ใจดี-ใจถึง ยิ่งใกล้ช่วงเลือกตั้งจำเป็นต้องวางกำลัง-วางคนในพื้นที่เตรียมรับศึก

ที่สำคัญการแต่งตั้งโยกย้าย “ผู้ว่าราชการจังหวัด” อยู่ในช่วงที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย จัดทำโผ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ว่า “ส.ส. พลังประชารัฐ” ขอให้ใครอยู่ในตำแหน่ง “พล.อ.อนุพงษ์” มักทำตรงกันข้าม แต่ชั่วโมงนี้แรงต่อรองของ “ส.ส. พลังประชารัฐ” มีเพิ่มเป็นเท่าตัว หากจะขอโยกย้ายภายในจังหวัดผ่านทาง “พล.อ.ประวิตร” ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้สูง

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการอนุมัติงบประมาณ ภายหลัง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 ผ่านการพิจารณาของสภาในวาระ 3 ไปแล้ว รอเบิกจ่ายก้อนใหญ่ก่อนเลือกตั้ง แถมงบค้างท่อตามกระทรวงต่างๆ ย่อมขอไฟเขียวเบิกจ่ายกันคึกคัก

อย่างไรก็ตาม ความคึกคักใน “บ้านป่ารอยต่อ” จะดำรงอยู่อย่างน้อย 1 เดือน ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยปม 8 ปีของ “พล.อ.ประยุทธ์” แต่ก็มากพอที่จะทำให้เครือข่ายของ “พล.อ.ประวิตร” ได้พอมีความหวัง และจัดขุมกำลังของตัวเอง

ต้องวัดใจ “พล.อ.ประวิตร” ว่า จังหวะนี้ จะเดินแรง-เดินสุดซอย กุมอำนาจ-สั่งการทุกอย่างหรือไม่ หากสั่งซ้ายหัน-ขวาหันทั้งหมด แล้ว “พล.อ.ประยุทธ์” สามารถคัมแบ็ค ย่อมส่งผลสะเทือนต่อตัวของ “พล.อ.ประวิตร” เช่นกัน

แต่ชอตแรกที่ฟันธงได้คือ บารมีล้นพ้นตัวของ “พล.อ.ประวิตร” กำลังส่งผลให้เครือข่ายอำนาจกลับมาผงาดไปด้วย หัวกระได “บ้านป่ารอยตอ” จึงไม่แห้ง จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย