รัฐบาลตั้งเป้าไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 หวังยกระดับมาตรฐานประเทศ เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุนและดึง FDI พร้อมเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ แก้ปัญหาผลิตภาพชะลอตัวและก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ท่ามกลางความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน
KEY POINTS
- การเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 คือหมุดหมายสำคัญของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานประเทศครั้งใหญ่ เปรียบเสมือนการเข้าสู่ "พรีเมียร์ลีก" ของเศรษฐกิจโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างอนาคตใหม่ให้ประเทศไทย
- การเป็นสมาชิก OECD จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ เพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันให้ไทยก้าวข้าม "กับดักรายได้ปานกลาง" ไปสู่ประเทศรายได้สูง
- การเข้าร่วม OECD เป็นแนวทางแก้ปัญหา "การเติบโตที่ช้าลงของผลิตภาพ" ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาเศรษฐกิจไทย โดยจะกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ ทั้งด้านกฎระเบียบ ธรรมาภิบาล และการพัฒนาทักษะแรงงาน
- ภาคส่วนต่างๆ ต้องร่วมมือกันเขียนอนาคตบทใหม่ โดยภาคการเงินต้องวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (เช่น PromptBiz) เพื่อดึงดูดการลงทุน และภาคประชาชนต้องพัฒนาทักษะดิจิทัลและการเงินเพื่อเตรียมพร้อมสู่ตลาดแรงงานทักษะสูง
- ความสำเร็จในการเข้าร่วม OECD ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทุกคน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเติบโตต่ำ การสูญเสียโอกาส และการเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนร่ำรวย (Getting Old Before Getting Rich)
สวัสดีครับ
หากมีคำถามว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะยังเป็นจุดหมายการลงทุนของโลกหรือไม่ คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่คำย่อ 4 ตัวอักษรที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย นั่นคือ OECD
OECD หรือ Organisation for Economic Co-operation and Development (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้งในระยะหลัง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวถึงคำๆ นี้ ในปาฐกถาที่งาน Bangkok Business Summit 2026 เมื่อต้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมาซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” โดยในงานนี้ ได้มีการหารือในประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางขับเคลื่อนประเทศ โดยมีผู้นำจากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมงาน เรียกได้ว่างานนี้ได้ตอกย้ำ Key Message ชัดๆ ไปทั่วทั้งภูมิภาคและทั่วโลกว่า ประเทศไทยเรา “พร้อม” สำหรับการเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่ครับ
ท่านนายกฯ ได้กล่าวถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน หนึ่งในหมุดหมายที่เราต้องไปให้ถึงคือการเร่งผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายในปี 2571 ครับ เพราะการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ไม่ใช่เพียงแค่การเข้าร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศเท่านั้น แต่หมายถึงเป็นกระบวนการยกระดับมาตรฐานครั้งใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน กฎระเบียบ ภาครัฐ การพัฒนาทักษะแรงงาน ตลอดจนธรรมาภิบาลและความยั่งยืน เรียกได้ว่าเป็นการ “ยกเครื่อง” แบบเต็มระบบ หากเปรียบเศรษฐกิจโลกเป็นการแข่งขันฟุตบอล OECD เปรียบเสมือน “พรีเมียร์ลีก” ของประเทศที่มีมาตรฐานด้านต่างๆ ข้างต้นในระดับสูง การได้รับสิทธิ์เข้าร่วมจึงไม่ต่างจากการยกระดับมาตรฐานทั้งทีมเพื่อให้สามารถลงแข่งขันในลีกชั้นนำได้
ดังนั้น OECD จึงไม่ใช่เพียง “ตราสัญลักษณ์แห่งความน่าเชื่อถือ” แต่เป็นแต้มต่อสำคัญในการแข่งขันระดับโลก ปัจจุบัน OECD มีสมาชิกทั้งหมด 38 ประเทศ อาทิ สหรัฐ แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น ถ้าประเทศไทยสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ตามเป้าหมาย จะเป็นการช่วยเพิ่มทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันและผลักดันเราให้ก้าวผ่าน “กับดัก” ของประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูงที่เราทุกคนต่างอยากเห็นกันมาเนิ่นนาน
หากถามถึง “รากใหญ่” ของปัญหาว่าเรามาถึงวันนี้ได้อย่างไร จะพบว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเผชิญปัญหาที่น่ากังวลกว่าคือ “การเติบโตที่ช้าลงของผลิตภาพ” ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของรายได้และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานของ OECD ชื่อว่า Economic Outlook, Volume 2026 Issue 1 ระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ซึ่ง OECD ประเมินว่า GDP ของไทยจะขยายตัวเพียงร้อยละ 1.7 ในปี 2569 ก่อนเพิ่มเป็นร้อยละ 2.1 ในปี 2570 นอกจากนี้ ในแง่การเติบโตของผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยของไทย จากที่เคยอยู่ที่ร้อยละ 4.8 ในช่วงปี 2553-2558 ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2 เท่านั้น ในช่วงปี 2558-2566 เป็นต้นมาตัวเลขนี้สะท้อนว่าความท้าทายของไทยไม่ได้อยู่ที่การเติบโตเท่านั้น แต่คือความสามารถในการสร้างการเติบโตที่ต้องมีทั้ง ”คุณภาพ” และเพิ่ม “ผลิตภาพ” ของเศรษฐกิจในระยะยาว
ในมุมของภาคธุรกิจและการลงทุน การสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ย่อมหมายถึง “เสน่ห์” ที่เพิ่มมากขึ้นของประเทศ โดยระหว่างปี 2553-2558 ไทยมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสะสมคิดเป็นประมาณร้อยละ 11 ของ GDP ต่อปี ต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่ร้อยละ 25 และเวียดนามที่ร้อยละ 42 นั่นหมายความว่าประเทศไทยยังต้องการการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ดิจิทัล EV ตลอดจนพลังงานสะอาด ดังนั้น หากเราสามารถเรียกความเชื่อมั่นโดยใช้ OECD เป็นแพลตฟอร์มในการพัฒนาประเทศ แน่นอนว่าจะช่วยสร้างความชัดเจน โปร่งใส และคาดการณ์ได้สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างชาติ
เมื่อบริบทพร้อม ประเด็นถัดมาคือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนครับ ดังนั้นภาคการเงินจึงต้องรับบทแกนนำในการวาง “โครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล” โดยเฉพาะโครงการ “PromptBiz” ที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการธุรกิจ อีกทั้งยังตอบโจทย์ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เพื่อทำให้ระบบการเงินของไทยเป็น “แม่เหล็ก” ชิ้นสำคัญที่จะดึงดูดความเชื่อมั่นและเม็ดเงินลงทุนแห่งอนาคตให้กลับมาสู่ประเทศไทยท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาคอาเซียน
สำหรับประชาชน OECD อาจหมายถึงบริการภาครัฐที่รวดเร็วขึ้น การแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรมมากขึ้น โอกาสในการเข้าถึงงานรายได้สูงมากขึ้น และระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคตมากขึ้น แล้วประชาชนจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร อย่างแรกคือการปรับตัวเพื่อไปเป็น “ผู้ขับเคลื่อนระบบ” ในการช่วยยกระดับประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD เริ่มจากการพัฒนาทักษะดิจิทัลและการเงิน (Digital & Financial Literacy) โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือ AI ในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเข้าใจและรู้เท่าทันอาชญากรรมทางไซเบอร์ พร้อมเปิดรับการเรียนรู้ภาษาที่สองและสาม เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีทักษะสูง (High-skilled Labor) ต่อไป เมื่อแรงงานมีศักยภาพและปรับตัวได้เร็ว ย่อมหมายถึงความพร้อมที่มากขึ้นในการดึงดูดการลงทุนในอนาคต
หากประเทศไทยไม่สามารถเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจได้ทัน ความเสี่ยงไม่ใช่เพียงการเติบโตต่ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนใหม่ การเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยก่อนร่ำรวย (Getting Old Before Getting Rich) และการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่สุดแล้ว การเดินหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทุกคน เพื่อให้ประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนในช่วงเวลาที่มีความท้าทายรอบด้านเช่นนี้ครับ





