10 แนวทางยกระดับตลาดทุนไทย ตั้งแต่ผลักดัน TISA และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ดึงเงินลงทุนกลับประเทศ พัฒนา Family Office และ Dual-Class Shares ไปจนถึงยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ระบบนิเวศการลงทุน และ SME Credit Scoring พร้อมเร่ง KYC และจัดตั้งแผนกคดีตลาดทุน เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน
KEY POINTS
- ยกระดับ TISA (Thailand Individual Savings Account) ให้เป็นนโยบายการออมหลักของประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและมีวงเงินลงทุนที่สูงพอ
- ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีชั่วคราวแก่คนไทยที่นำเงินลงทุนและกำไรจากต่างประเทศกลับมาลงทุนในตลาดทุนไทย
- แก้ไขกฎหมายทรัสต์เพื่อสนับสนุนการจัดตั้ง Family Office ของทั้งคนไทยและต่างชาติ เพื่อดึงดูดการบริหารความมั่งคั่งมาสู่ประเทศ
- แก้ไขกฎหมายบริษัทมหาชนให้รองรับ Dual-Class Shares เพื่อดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เข้ามาจดทะเบียน
- เปิดทางให้สมาคมการค้าสามารถนำเงินสำรองส่วนเกินมาลงทุนในตลาดทุนเพื่อเพิ่มฐานนักลงทุนระยะยาว
- ยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นภาคบังคับ เพื่อสร้างความมั่นคงวัยเกษียณและเพิ่มเงินออมระยะยาวให้ประเทศ
- สร้างระบบนิเวศผู้ลงทุนให้ครบวงจร ตั้งแต่ Venture Capital, Private Equity ไปจนถึงตลาดหนี้ด้อยคุณภาพ เพื่อรองรับธุรกิจในทุกช่วงการเติบโต
- จัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อจัดทำ SME Credit Scoring อย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น
- ยกระดับกระบวนการ KYC และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อสกัดกั้นเงินผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาดทุน
- จัดตั้งแผนกคดีตลาดทุนในศาลอาญา เพื่อให้การพิจารณาคดีรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
ผมเชื่อว่าเป้าหมายของรัฐบาลในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เป็นทิศทางที่คนส่วนใหญ่อยากเห็น เพราะหากประเทศไทยยังพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจแบบเดิม โอกาสที่จะเพิ่มศักยภาพการเติบโตให้สูงกว่าระดับ 2% ต่อปีคงเป็นไปได้ยาก
อย่างไรก็ตาม การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก หากเราไม่วางแผนบริหารจัดการแหล่งที่มาของเงินทุนให้ดี ประเทศไทยอาจต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากเกินไป ส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง และอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต
โจทย์สำคัญคือ ปัจจุบันประเทศไทยมีเงินออมภายในประเทศประมาณ 25% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับการลงทุนเป็น 30% ของ GDP
คำถามคือ ช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุนประมาณ 5% ของ GDP จะมาจากไหน
แม้เงินออมทั่วโลกจะมีอยู่มหาศาลและสามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวได้ แต่หากประเทศไทยต้องอาศัยเงินทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ก็เท่ากับว่าเราอาจต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงประมาณ 5% ของ GDP ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ซึ่งผมมองว่าสูงเกินไปและอาจสร้างความเปราะบางให้แก่ระบบเศรษฐกิจ
ดังนั้น เพื่อให้แผนการลงทุนของรัฐบาลเกิดขึ้นได้จริงและมีความยั่งยืน รัฐบาลควรดำเนินนโยบายควบคู่กันในสองด้าน คือ เพิ่มเงินออมภายในประเทศ และรักษาเงินออมของคนไทยให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยให้มากที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากเกินไป
ขณะเดียวกัน เราต้องสร้างตลาดทุนไทยให้เข้มแข็ง เพราะตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการระดมเงินออมและจัดสรรเงินทุนไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยตลาดทุนจะทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบสำคัญสามประการ ได้แก่ สภาพคล่องระยะยาวที่เพียงพอ โครงสร้างพื้นฐานและกฎเกณฑ์ที่น่าเชื่อถือ และผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายซึ่งมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
จากโจทย์ดังกล่าว ผมขอเสนอ “10 Big Wins สำหรับตลาดทุนไทย” ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถร่วมกันผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
Big Win ที่ 1: ยกระดับ TISA ให้เป็นนโยบายการออมหลักของประเทศ
Thailand Individual Savings Account หรือ TISA สามารถเพิ่มเงินออมระยะยาว ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ประชาชนที่ลงทุนในตลาดทุนไทย แต่หากต้องการให้เกิดเงินออมใหม่อย่างแท้จริง วงเงินลงทุนต้องสูงเพียงพอและควรสูงกว่าเพดานรวมของเงินลงทุนเพื่อการลดหย่อนภาษีในปัจจุบัน มิฉะนั้นอาจเป็นเพียงการย้ายเงินจากกองทุนประเภทหนึ่งไปยังอีกประเภทหนึ่ง
Big Win ที่ 2: ให้สิทธิประโยชน์แก่คนไทยที่นำเงินลงทุนในต่างประเทศกลับมา
รัฐบาลควรเปิดโครงการชั่วคราว เช่น เป็นระยะเวลา 2 ปี ให้คนไทยนำเงินลงทุนและกำไรจากต่างประเทศกลับมาโดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องนำเงินดังกล่าวมาลงทุนในตลาดทุนไทยและถือครองตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อดึงเงินออมของคนไทยกลับมาเป็นแหล่งเงินทุนให้เศรษฐกิจไทย
Big Win ที่ 3: แก้ไขกฎหมายทรัสต์เพื่อสนับสนุน Family Office
ประเทศไทยควรมีกฎหมายทรัสต์ที่รองรับการบริหารทรัพย์สินของครอบครัวได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อสนับสนุนการจัดตั้ง Family Office ทั้งของครอบครัวไทยและต่างชาติ หากไทยสามารถเป็นศูนย์กลางบริหารความมั่งคั่งของภูมิภาค เงินส่วนหนึ่งที่นำมาบริหารในประเทศย่อมมีแนวโน้มถูกลงทุนในสินทรัพย์ไทย หรือเกิด Home Bias
Big Win ที่ 4: แก้ไขกฎหมายบริษัทมหาชนให้รองรับ Dual-Class Shares
บริษัทเทคโนโลยีและธุรกิจนวัตกรรมจำนวนมากต้องการระดมทุนโดยยังรักษาความสามารถในการกำหนดทิศทางธุรกิจ ประเทศไทยจึงควรแก้ไขกฎหมายบริษัทมหาชนจำกัดให้รองรับ Dual-Class Shares ควบคู่กับกลไกคุ้มครองผู้ถือหุ้นและหลักธรรมาภิบาลที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความสามารถในการดึงดูดบริษัทแห่งอนาคตเข้าจดทะเบียน
Big Win ที่ 5: เปิดทางให้สมาคมการค้าลงทุนในตลาดทุน
ควรแก้ไขกฎหมายให้สมาคมการค้าสามารถนำเงินสำรองส่วนเกินที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาลงทุนในตลาดทุน ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงและธรรมาภิบาลที่ชัดเจน เพื่อรักษามูลค่าของเงินและเพิ่มฐานนักลงทุนระยะยาวให้แก่ตลาดทุนไทย
Big Win ที่ 6: ยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นภาคบังคับ
แรงงานจำนวนมากยังไม่มีเงินออมเพียงพอสำหรับวัยเกษียณ การทำให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นภาคบังคับจะช่วยสร้างความมั่นคงให้ประชาชน ลดภาระทางการคลังจากสังคมสูงวัย และเพิ่มเงินออมระยะยาวให้แก่ประเทศ
Big Win ที่ 7: สร้างระบบนิเวศผู้ลงทุนให้ครบวงจร
ตลาดทุนต้องมีผู้ลงทุนรองรับธุรกิจในทุกช่วงการเติบโต ตั้งแต่ Venture Capital, Private Equity และ Private Credit ไปจนถึงตลาดหนี้ด้อยคุณภาพสำหรับการปรับโครงสร้างและฟื้นฟูกิจการ ปัจจุบันตลาดเหล่านี้ของไทยยังมีขนาดเล็ก การพัฒนาฐานผู้ลงทุนให้ลึกและหลากหลายขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมได้มากขึ้น
Big Win ที่ 8: จัดตั้งหน่วยงาน SME Credit Scoring
SME จำนวนมากเข้าไม่ถึงเงินทุนเพราะมีข้อมูลทางการเงินหรือหลักประกันไม่เพียงพอ ประเทศไทยจึงควรมีหน่วยงานกลางที่นำข้อมูลหลายประเภทมาจัดทำ SME Credit Scoring อย่างเป็นระบบ เพื่อลดความไม่เท่าเทียมด้านข้อมูล และช่วยให้กองทุนรวมถึงผู้ลงทุนใน Private Credit ประเมินความเสี่ยงและกำหนดต้นทุนทางการเงินได้เหมาะสมขึ้น
Big Win ที่ 9: ยกระดับ KYC และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อสกัดกั้นเงินผิดกฎหมาย
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลและนิติบุคคลที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรม การฟอกเงิน เครือข่ายหลอกลวง หรือธุรกิจสีเทา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ KYC และป้องกันเงินผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาดทุน โดยต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกระบวนการตรวจสอบที่เป็นธรรม
Big Win ที่ 10: จัดตั้งแผนกคดีตลาดทุนในศาลอาญา
คดีตลาดทุนมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความรู้เฉพาะด้าน การจัดตั้งแผนกคดีตลาดทุนในศาลอาญา พร้อมพัฒนาผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญ จะช่วยให้การพิจารณาคดีรวดเร็วและมีมาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน





