เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่หนักหน่วง ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่เติบโตในระดับต่ำต่อเนื่องและรั้งท้ายในภูมิภาค ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงภาวะชะลอตัวจากแรงเสียดทานภายนอกประเทศเท่านั้น
แต่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤติว่า “เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมของไทยหมดแรงขับเคลื่อนแล้วอย่างสิ้นเชิง” ในภาวะที่สารพัดวิกฤติถาโถม ทั้งหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง กำลังซื้อระดับฐานรากเปราะบาง ขีดความสามารถในการแข่งขันหดตัว และความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก การบริหารประเทศโดยอาศัยเพียงกลไกราชการตามปกติย่อมไม่เพียงพออีกต่อไป
ถึงเวลาแล้วที่บรรดา “คณะทำงานและที่ปรึกษาด้านต่างๆ ของรัฐบาล” ซึ่งรวบรวมขุนพลทางความคิด นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิของประเทศ จะต้องก้าวออกมาพิสูจน์ฝีมือ แปรเปลี่ยนความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบายให้กลายเป็น “พิมพ์เขียวการปฏิบัติจริง” ที่จับต้องได้ เพื่อนำพาประเทศก้าวข้ามหล่มเศรษฐกิจโตต่ำนี้ไปให้ได้
ในมิติระยะสั้น สิ่งที่รัฐบาลและทีมที่ปรึกษาต้องเร่งสังเคราะห์และผลักดันอย่างเร่งด่วน คือการฟื้นฟูเสถียรภาพและกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ การแก้หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ SMEs ต้องไม่ใช่แค่การพักชำระหนี้ชั่วคราว แต่ต้องปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกที่ควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะสร้างรายได้จริง เร่งลดต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และค่าครองชีพ เพื่อคลายความตึงเครียดของภาคธุรกิจและประชาชนในทันที
ภารกิจระยะยาว ผ่าตัดโครงสร้าง สร้าง New Engine of Growth เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง คณะที่ปรึกษาต้องกล้าเสนอความจริงและผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้างที่อาจสร้างแรงกระเพื่อม แต่จำเป็นต่ออนาคต ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม จากรับจ้างผลิตดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง (AI, Semiconductors), เศรษฐกิจสีเขียว และพลังงานสะอาด Reskill/Upskill แรงงานไทยให้เท่าทันความต้องการของตลาดโลกและเทคโนโลยีใหม่ เพื่อไม่ให้แรงงานไทยติดกับดักค่าแรงราคาถูก สร้างสภาพแวดล้อมที่โปร่งใส ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คุณภาพสูง ขยายโอกาสการเติบโตไปยังเมืองรอง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน
เราเชื่อว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนงานวิจัยหรือข้อเสนอแนะ แต่เกิดจาก “ช่องว่างระหว่างข้อเสนอกับการลงมือทำจริง” คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลจึงต้องไม่ทำหน้าที่เป็นเพียงคณะกรรมการตั้งรับ แต่ต้องเป็น “หัวขบวนทางยุทธศาสตร์” ที่กล้าทักท้วง กล้าเสนอสิ่งที่ยากแต่ถูกต้อง และประสานพลังร่วมกับภาคเอกชนอย่างแท้จริง เพื่อพลิกเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่ไม่อาจถอยหลังได้อีก ให้หลุดพ้นจากหล่มเศรษฐกิจโตต่ำ ซึ่งเป็นทางรอดที่ประเทศไทยต้องทำให้ได้





