รัฐบาลไทยกางผลงานชิ้นโบแดงหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลีย อย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงความสำเร็จในการกระชับความสัมพันธ์เชิงรุก ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งภาคเศรษฐกิจ การลงทุน การยกระดับแรงงาน รวมถึงการจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม
KEY POINTS
- นายกฯ ชี้การเยือนออสเตรเลียสร้างผลดีทางเศรษฐกิจ 2 ด้านคือ ดึงดูดการลงทุนจากออสเตรเลียมาไทย และส่งเสริมนักลงทุนไทยไปเติบโตในต่างแดน
- รัฐบาลนำเสนอนโยบาย "Thailand Fast Pass" และจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวก และเชิญชวนให้ภาคเอกชนออสเตรเลียเลือกไทยเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่
- นายกฯ ประทับใจกลุ่มทุนไทยที่เข้าไปลงทุนในออสเตรเลียเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติ
- มีการหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาระยะเวลาวีซ่าทำงานของแรงงานไทย และย้ำว่าแรงงานไทยยุคใหม่เป็นแรงงานมีทักษะ และความสามารถ
วันนี้ (19 ส.ค.69) ณ กรุงแคนเบอร์รา, ออสเตรเลีย เมื่อเวลา17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลีย อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17-19 ส.ค.69 ว่า การเยือนครั้งนี้น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้เชิญชวนผู้ประกอบการออสเตรเลียในหลายภาคส่วนให้เข้าไปขยายกิจการในไทย รัฐบาลได้นำเสนอนโยบาย "Thailand Fast Pass" ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งทำหน้าที่เป็น One Stop Service ในการอำนวยความสะดวก และขจัดอุปสรรคให้นักลงทุนต่างชาติในจุดเดียว
โดยสิ่งที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมายคือ การขับเคลื่อนให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยน และเจรจาต่อยอด จนนำไปสู่ การร่วมลงทุน (Joint Venture) ในธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างบรรยากาศการค้าแบบ "วิน-วิน" (Win-Win Situation) ที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
“ในวงหารือว่า หลายๆ บริษัทพูดกับผมว่า เพิ่งตัดสินใจที่จะไปขยายกิจการลงทุนในประเทศไทย สุดท้ายเขาก็จะเลือกประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ การเยือนครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้พอใจ 2 เด้งเพราะไม่เพียงแค่ดึงนักลงทุนเข้าไทย แต่ยังเป็นการเปิดทางให้นักลงทุนไทยไปเติบโตในออสเตรเลีย”
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มทุนไทยรายใหญ่เข้าไปควบรวม และร่วมลงทุนมากมาย ทั้งในด้านพลังงาน เคมีภัณฑ์ และโรงแรม โดยเฉพาะบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) กลุ่มบริษัทของคนไทยที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียรวมมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านบาท ทำให้ออสเตรเลียมองคนไทยว่าเราไม่ใช่เป็นประเทศเกษตรกรรมทำไร่ไถนาอย่างเดียว แต่เราเป็นประเทศที่มีทุนระดับชาติ ไปลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศได้
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ข้อกังวลของภาคเอกชนเรื่องระยะเวลาวีซ่าการทำงานของแรงงานไทยที่อาจจะสั้นเกินไป ผู้ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียได้รับทราบปัญหา และมอบหมายให้รัฐมนตรีแรงงานของทั้งสองประเทศรับไปหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว
“แรงงานไทยในสายตาต่างชาติที่เคยกังวลว่า มาแล้วจะไม่ยอมกลับ ประเทศไทย คนไทยวันนี้ เราไม่ได้มาเพื่อขายแรงงานถูกๆ อีกต่อไป แต่เรามาพร้อมทักษะ ความถนัด ความรู้ และเทคโนโลยี”
ทั้งนี้ตัวอย่างความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่เข้าไปทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง แคนวา (Canva) เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ศักยภาพ และสมองขับเคลื่อนองค์กรชั้นนำได้อย่างโดดเด่น”
สำหรับประเด็นที่คนไทยถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รัฐบาลนี้ประกาศความเป็นศัตรูกับกระบวนการค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบ รัฐบาลไทยจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้เลย หากท่านกระทำผิด และได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับ นายแอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยตรง และแจ้งอย่างชัดเจนว่า ขอให้ท่านดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายออสเตรเลียได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยจะไม่เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใดๆ
ขณะที่นายกฯ ออสเตรเลียได้ตอบกลับด้วยความเข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดส่วนบุคคล และไม่ได้ให้น้ำหนักจนกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียยังคงมองไทยเป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ และแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งที่ผ่านมาทางการไทยได้โชว์ผลงานกวาดล้าง และอายัดทรัพย์สินเครือข่ายเหล่านี้ไปแล้วกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





