วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ยุทธศาสตร์ “ฉากหน้า-หลังม่าน” ทุนยักษ์ใหญ่จีน : ไทยต้องก้าวข้ามด้วยความชาญฉลาด’

‘ยุทธศาสตร์ “ฉากหน้า-หลังม่าน” ทุนยักษ์ใหญ่จีน : ไทยต้องก้าวข้ามด้วยความชาญฉลาด’

ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเปลี่ยนทิศอย่างมีนัยสำคัญ ทัศนะของสังคมไทยต่อกลุ่มทุนข้ามชาติขนาดใหญ่ โดยเฉพาะจากสาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในด้านหนึ่ง ความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ บีบบังคับให้เราต้องแสวงหาพันธมิตรที่มีทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีอันพร้อมมูล ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ความคลางแคลงใจของสาธารณชนต่อความโปร่งใสของภาครัฐ ประกอบกับรายงานข่าวเชิงลบเกี่ยวกับพฤติกรรมของรัฐวิสาหกิจจีนในต่างแดน ได้กลายเป็นกำแพงความเชื่อมั่นที่ยากจะทลาย

การเดินทางเยือนประเทศไทยของ PowerChina เพื่อหารือเกี่ยวกับการร่วมลงทุนใน 7 เมกะโปรเจกต์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ หรืออุโมงค์ภูเก็ต จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเจรจาทางธุรกิจธรรมดา แต่นี่คือแบบทดสอบครั้งสำคัญของประเทศไทยในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการบริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์

การวิเคราะห์ประเด็นนี้อย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องละทิ้งอารมณ์ร่วมและการโฆษณาชวนเชื่อของทั้งสองฝั่ง แล้วหันมาส่องสปอตไลต์ไปยังข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ผ่านการทำความเข้าใจความย้อนแย้งระหว่าง “วาทกรรมฉากหน้า” และ “ยุทธศาสตร์หลังม่าน” ของปักกิ่ง ภายใต้ระบบการตรวจสอบที่รัดกุมที่สุด

1. นโยบายอย่างเป็นทางการ vs ยุทธศาสตร์หลังม่าน

ภายใต้กรอบความคิด “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน” และแผนยุทธศาสตร์สายแถบและเส้นทาง (BRI) ปักกิ่งมักเน้นย้ำคำว่า “Win-Win” หรือการเติบโตร่วมกันอย่างเท่าเทียม โดยแสดงท่าทีเคารพสิทธิอธิปไตยและยอมปรับแนวทางเป็น “Small but Beautiful” เพื่อลดข้อครหาเรื่อง “กับดักหนี้” ในอดีต

อย่างไรก็ดี ในโลกของความจริงที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์แห่งชาติ (Realpolitik) ยุทธศาสตร์หลังม่านที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนวางไว้กลับมีมิติที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าภาพลักษณ์ภายนอก ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 4 แกนหลัก :

สร้างภาวะที่ขาดจีนไม่ได้ (Functional Indispensability) : ฝัง “ระบบมาตรฐานของจีน (China's Standards)” ให้กลายเป็นกระดูกสันหลังของโครงสร้างพื้นฐานไทย เมื่อระบบราง เทคโนโลยีการสื่อสาร หรือเครือข่ายพลังงานสะอาดขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานจีน ในอนาคตไทยจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยี อะไหล่ และซอฟต์แวร์จากรัฐวิสาหกิจจีนไปตลอดช่วงอายุการใช้งาน

ทางออกเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน (Strategic Bypass) : การเชื่อมโยงเส้นทางระบบรางในไทยเพื่อเชื่อมคุนหมิงลงไปสู่สิงคโปร์ มีนัยสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงจาก “ช่องแคบมะละกา (Malacca Dilemma)” ซึ่งเป็นจุดเปราะบางหากเกิดความขัดแย้งทางทหารกับสหรัฐฯ

การระบายกำลังการผลิตส่วนเกิน (Industrial Overcapacity Export) : สภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศของจีนที่ชะลอตัว ส่งผลให้อุตสาหกรรมหนักเผชิญภาวะล้นตลาด การเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพ่วงเงื่อนไข จึงเป็นเครื่องมือสร้างอุปสงค์เทียมในต่างประเทศ เพื่อประคับประคองให้รัฐวิสาหกิจและแรงงานของจีนเองยังมีงานทำต่อไป

สปริงบอร์ดหลบเลี่ยงกำแพงภาษี: ฝังตัวในห่วงโซ่อุปทานของไทยเพื่อใช้สิทธิ์ “Made in Thailand” และข้อตกลงการค้าเสรีของอาเซียน ในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลกเพื่อหลบเลี่ยงกำแพงภาษีอันเข้มงวดจากสหรัฐฯ และยุโรป

2. ตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ในระดับสากล

เมื่อพิจารณาถึงประวัติการทำธุรกิจของกลุ่มบริษัทลูกในเครือ PowerChina ที่ปรากฏเป็นข่าวอื้อฉาวทั่วโลก ว่ากลุ่มบริษัทในเครือของ PowerChina (เช่น Sinohydro หรือ Zhejiang First Hydro) เคยถูกธนาคารโลก (World Bank) ประกาศลงโทษ (Debarment) จากกรณีความไม่โปร่งใสในการประมูล และถูกกองทุนมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ (NBIM) คัดชื่อออกเนื่องจากความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงคดีความเรื่องรอยร้าวในโครงสร้างเขื่อนและการทุจริตในประเทศเอกวาดอร์

ทว่า การวิเคราะห์ที่เป็นกลาง เราจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างองค์กรแบบ Holding Company ที่มีบริษัทลูกแยกย่อยเกือบ 800 แห่ง พฤติกรรมที่บกพร่องหรือการทุจริตที่เกิดขึ้นในบริษัทลูกบางแห่ง ไม่ได้แปลว่าบริษัทลูกทุกแห่งจะไร้ซึ่งจริยธรรม ย่อมมีสัดส่วนของความล้มเหลว (Failure Rate) เกิดขึ้นตามขนาดขององค์กรขนาดใหญ่ทั่วไป

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือกรณี “Yongan Scandal” ในมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เมื่อปลายปี 2568 ที่สื่อทางการจีนเป็นผู้เปิดโปงความบกพร่องเชิงวิศวกรรมเรื่องการโกงความยาวเสาเข็มของบริษัทลูก ข้อมูลนี้สะท้อนว่า แม้แต่รัฐบาลปักกิ่งเองก็ไม่ได้ปกป้องหรือโอบอุ้มความผิดพลาดของรัฐวิสาหกิจตนเอง และเริ่มมีความเข้มงวดจริงจังกับการปราบปรามคอร์รัปชันในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพื่อรักษามาตรฐานของประเทศ

3. แผนยุทธศาสตร์บีบให้ยักษ์ใหญ่เล่นตามกติกาไทย

โจทย์ที่แท้จริงของประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ใช่การ “ปิดประตู” ปฏิเสธเม็ดเงินและเทคโนโลยีจากจีน แต่คือการ “ปรับเปลี่ยนกติกาในบ้าน” เพื่อบังคับให้ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติเหล่านี้ต้องงัดมาตรฐานที่ดีที่สุด หรือ “A-Game” ของพวกเขามาใช้ โดยที่ไทยไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ผ่าน 4 มาตรการยุทธศาสตร์:

ปรับโครงสร้างสัญญาสู่การร่วมทุน (Joint Venture) ที่แท้จริง: ยกเลิกโมเดลหิ้วเงินกู้พ่วงผู้รับเหมาจีน 100% บังคับร่วมทุนกับบริษัทไทยในสัดส่วนที่เหมาะสม พร้อมกำหนดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้วิศวกรไทยได้ร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอน

ยกระดับเกณฑ์คุณสมบัติ (Pre-Qualification) ให้ใสสะอาด: กำหนดในทีโออาร์ (TOR) ให้ชัดเจนว่า บริษัทลูกหรือนิติบุคคลใดที่มีประวัติการถูกลงโทษโดยองค์กรระหว่างประเทศ หรืออยู่ระหว่างการดำเนินคดีความบกพร่องร้ายแรงในต่างประเทศ จะหมดสิทธิ์เข้าร่วมการประมูล เพื่อบีบให้บริษัทแม่ต้องคัดสรรเฉพาะบริษัทลูกที่ประวัติใสสะอาดที่สุดเข้ามาแข่งขัน

ยึดมั่นในสัญญามาตรฐานสากลและกลไกผู้ตัดสินที่เป็นกลาง : ใช้กรอบสัญญามาตรฐานสากล เช่น FIDIC และกำหนดให้กระบวนการระงับข้อพิพาททางกฎหมายต้องผ่านสถาบันอนุญาโตตุลาการในประเทศที่เป็นกลาง (เช่น สิงคโปร์)

จัดตั้งระบบผู้ควบคุมงานอิสระจากประเทศที่สาม (Third-Party Inspector) : จ้างวานบริษัทที่ปรึกษาควบคุมงานที่เป็นอิสระจากประเทศที่สามที่มีความเชี่ยวชาญสูง (เช่น ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น) เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพในไซต์งานทุกขั้นตอน ไม่ปล่อยให้ผู้รับเหมาตรวจสอบกันเอง

“ความโปร่งใสคือเกราะคุ้มกันประเทศ”

ในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกปัจจุบัน ไม่มี “มิตรแท้” หรือ “ผู้ร้าย” อย่างสมบูรณ์แบบ ปักกิ่งและ PowerChina ดำเนินบทบาทตามหลัก Realpolitik เพื่อประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของทุนนิยมข้ามชาติ

การมีทุนจีนในตลาดโครงสร้างพื้นฐานไทย ช่วยกระตุ้นการแข่งขัน ลดการผูกขาดของผู้รับเหมาเจ้าถิ่น และช่วยให้รัฐเข้าถึงเทคโนโลยีที่รวดเร็วในต้นทุนที่ต่ำลง แต่ข้อดีเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ผู้ควบคุมกฎ” ของไทยมีความเข้มแข็ง ซื่อสัตย์ และเท่าทันเกมหลังม่านของมหาอำนาจ

หนทางเดียวที่จะเปลี่ยนความหวาดกลัวให้กลายเป็นความมั่งคั่ง คือการ “ติดสปอตไลต์ให้สว่างที่สุด” บนทุกสัญญาการลงทุน ทุกเม็ดเงินภาษีที่กำลังจะกลายเป็นหนี้สาธารณะระยะยาว ต้องถูกเปิดเผยและตรวจสอบได้โดยสาธารณชน การบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่รัดกุมและเป็นธรรม ไม่เพียงแต่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แต่ยังเป็นการบีบให้บริษัทระดับโลกต้องงัดมาตรฐานที่ดีที่สุดมาแข่งขันในแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง