ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วม roundtable discussion กับมิตรสหายจากประเทศเพื่อนบ้านละแวกอุษาคเนย์และแปซิฟิก พบประเด็นหนึ่งที่เห็นควรนำมาต่อยอด คือ
ตำแหน่งแห่งที่ของทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ในโลกหลังการแพร่หลายของ Generative AI โดยเฉพาะกับมิติของการผลิต/บริโภคสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ (Copyright Infringement: CI) ที่ขณะนี้แทบจะกลายเป็นความปกติใหม่ของยุคสมัยไปแล้ว
ดังสะท้อนให้เห็นผ่านกรณีการใช้ Generative AI รังสรรค์ผลงานศิลปะแทนฝีมือจากทักษะของมนุษย์ แม้มีกลุ่มบุคคลหยิบมือหนึ่งแสดงจุดยืนคัดค้านอยู่บ้าง เนื่องจากผลงานที่ผลิตโดย Generative AI ล้วนมีฐานอยู่บนงานศิลปะตามฐานข้อมูลเดิมที่ถูกใช้ทั้งสิ้น แม้บางสำนักคิดจะยืนยันว่าไม่เข้าข่าย CI ก็ตาม
แต่ด้วยความง่ายต่อการเข้าถึงฐานประชากรส่วนใหญ่ อันเป็นจุดชูโรงของเทคโนโลยีข้างต้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่งผลให้แรงปรารถนา (จะ) บริโภคสิ่งที่ถูกแปะป้ายเป็น AI Slop มีอานุภาพเหนือกว่าเสียงต่อต้าน
จนปัจจุบันมีเนื้อหาประเภท Slop ที่มีความก้ำกึ่งจะละเมิดลิขสิทธิ์ถูกผลิตออกมาปริมาณมาก ไม่ว่าจะภาพยนตร์ Harry Potter ฉบับพิสดารที่เปลี่ยนตัวละคร Draco Malfoy ให้เป็น Draconia Malfoid ไปจนถึงการ์ตูนที่ใช้ลายเส้นและตัวละครบางส่วนของ Hayao Miyazaki
ในทัศนะของคนนอกอุตสาหกรรมศิลปะและงานสร้างสรรค์ จึงใคร่ชวนขบคิดถึง Concept เรื่อง CI หรือเรียกในภาษาพูดว่า Piracy ยังมีนัยสำคัญอยู่จริงหรือไม่
จากที่ประจักษ์ในระดับปฏิบัติการของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะกับสังคมไทยหรือต่างประเทศนั้น คนจำนวนมากแทบไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำต่อสิ่งที่ตนกระทำจะเข้าข่ายการ Pirate สินค้าลิขสิทธิ์
เอาที่ใกล้ตัวสุดก็แวดวงอุดมศึกษา บุคลากรระดับ Professors (หรือแม้แต่มหาวิทยาลัย Top 10 ในอังกฤษ) สนับสนุนการ Pirate ผลงานวิชาการ งานวิจัยและตำรา ของเพื่อนร่วมวิชาชีพทางอ้อม
ด้วยการชี้โพรงให้นักศึกษาใช้บริการ Library Genesis หรือแม้แต่ Sci-Hub เหตุเพราะสถานศึกษาต้นสังกัดของท่านๆ มิได้ชำระค่า Subscription ไว้ กลายเป็นเปิดทางให้เยาวชนริอ่านจะเป็น "โจรสลัดทางวรรณกรรม" กันเสียตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 2 รอบปีนักษัตร เนื่องจากแพลตฟอร์มข้างต้นมีฐานข้อมูลครอบคลุมถึงคลังวรรณกรรมร่วมสมัยของอุปกรณ์ Kindle
อย่ากระนั้นเลย แม้แต่ในโลกของฐานันดรที่ 4 ก็ไม่แพ้กัน เมื่อผู้เขียนหันไปถามเพื่อนกระจอกข่าวจากสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่ปลูกฝังวัฒนธรรมเรื่องคุณค่าของสินค้าทรัพย์สินทางปัญญามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ยังตอบด้วยความแบ่งรับแบ่งสู้ว่าให้ความเคารพในการบริโภคสินค้าประเภทภาพยนตร์และละครชุดเป็นอย่างมาก
คนอเมริกันมักจะหลีกเลี่ยงการใช้บริการ Piratebay เพราะความเสี่ยงจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย (John Doe Lawsuits)
ทว่าในทางตรงกันข้ามก็ยอมรับถึงการ Pirate งานเขียน/บทวิเคราะห์ในสื่อระดับพรีเมียม อาทิ The Economist, Financial Times และ Nikkei เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระค่า Subscription รายเดือนตามกติกาของแพลตฟอร์มนั้นๆ
นอกจากปริมณฑลข้างต้น หากพิจารณาจากสถิติการเข้าใช้บริการเว็บไซต์ ปี 2567 จะเห็นว่า แพลตฟอร์มที่เอื้อต่อการ Pirate ทั้งภาพยนตร์ผู้ใหญ่ (JAV) และหนังสือการ์ตูนจากญี่ปุ่น มีฐานลูกค้าหลักเป็นชาวอเมริกัน คือกว่า 8,000 ล้านครั้ง (ส่วนผู้อ่านไทยตามมาด้วยความถี่เกือบ 2,000 ล้านครั้ง)
จริงๆ แล้วมิใช่แต่เพียงประชาชนรายย่อยที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายโจรสลัด ขนาดยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีก็พลาดกระทำการละเมิดสินค้าลิขสิทธิ์ไม่ต่างกัน
ดังปรากฏให้เห็นจากคดี Bartz v. Anthropic ปี 2567 ศาลฯ มีข้อค้นพบว่า Anthropic เคยนำไฟล์หนังสือเกือบ 10 ล้านเล่มจากแพลตฟอร์ม เช่น Library Genesis ไปสะสมไว้ในฐานข้อมูลกลางของบริษัทสำหรับใช้พัฒนาระบบ Claude AI โดยไม่ได้จัดซื้อมาอย่างถูกต้อง
ส่งผลให้ Anthropic ต้องจัดสรรเงินชดเชยให้แก่สำนักพิมพ์และนักเขียนเจ้าของผลงานร่วม 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2569
เป็นที่น่าตั้งสมมติฐานเหมือนกัน สังคมในปัจจุบันอาจให้น้ำหนักกับสินค้าลิขสิทธิ์เพียงบางชนิดที่พึงพอใจจะชำระค่าใช้บริการเท่านั้น ในขณะเดียวกัน หากสินค้าลิขสิทธิ์ชนิดนั้นๆ มีมูลค่าสูงเกินไปก็สามารถพัฒนาเป็นมูลเหตุจูงใจให้สังคมโน้มเข้าหาแพลตฟอร์ม Piracy มากขึ้นได้
โดยใช้ข้ออ้างภาวะขาดแคลนทุนทรัพย์ และต้นทุนที่ผู้บริโภคต้องแบกรับจากการเช่าสิทธิเข้าถึงแพลตฟอร์มแยกย่อยมากเกินไป (subscription fatigue)
ซึ่งตัวอย่างก็มีให้เห็นในปี 2566 จากการสำรวจของ EU Intellectual Property Office (EUIPO) พบ 80% ของคนยุโรปยินดีชำระค่า Subscription ถ้าตนมีกำลังซื้อเพียงพอ
ขณะที่ 60% เชื่อว่าการ Pirate เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะในกรณีเนื้อหาที่ต้องการบริโภคไม่ได้ถูกรวมไว้บนแพลตฟอร์ม Streaming ที่ชำระค่า Subscription รายเดือนไว้
ในชั้นนี้ ค่อนข้างเป็นกระจกสะท้อนว่า มนุษย์เราให้คุณค่า/ความสำคัญของสินค้าลิขสิทธิ์ลดหลั่นไม่เท่าเทียมกันจริง
จะเห็นได้ว่า คนจำนวนมากกระทำไปโดยไม่ได้ตระหนักด้วยซ้ำว่าเป็นการ Pirate และต่อให้รู้ตัวก็มีข้ออ้างสนับสนุนความผิดตนเองทั้งสิ้น
ภายใต้เฉดความปฏิบัตินิยม (Practical) ของชีวิตประจำวัน (ซึ่งไม่เชื่อมโยงอะไรกับขบวนการต่อต้านนายทุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพราะประชาชนคนเดินถนนคงไม่ได้อ่านงานจำพวกสำนักคิด Frankfurt School ในสายของ Theodor Adorno และ Max Horkheimer)
โดยสรุปแล้ว ข้อที่เป็น food for thought จากการถกเถียงครั้งนี้ จึงเห็นควรให้มีการพิจารณาออกแบบกลไกและระบอบ (guardrail) ขึ้นใหม่ ให้สามารถป้องกันการโจรกรรมสินค้าลิขสิทธิ์ในยุคดิจิทัลได้ครอบคลุมมากกว่าปัจจุบัน
เนื่องจากกฎหมายและระเบียบที่มีอยู่เดิม ไม่มีขีดความสามารถเพียงพอจะดำเนินการเชิงรุกต่อปัญหาดังกล่าวได้อีกต่อไป
อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าแนวคิดเรื่องลิขสิทธิ์ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ให้รางวัลแก่ผู้ขับเคลื่อนสินค้านวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ แต่ขณะเดียวกัน หากกลุ่มผู้ถือครองลิขสิทธิ์เน้นแสวงผลกำไรในสัดส่วนที่สูงเกินกว่ามาตรฐานที่ฐานผู้บริโภคส่วนใหญ่จะแบกรับไหว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ปัญหาข้างต้นจะยังคงเรื้อรังต่อไป
เพราะหากอิงตามนัยของผลสำรวจจาก EUIPO ต้นตอที่กำหนดพฤติกรรม "โจรสลัด" ของกลุ่มผู้บริโภค คือ สถานการณ์ที่ต้องชำระค่า Subscription ซ้ำซ้อนให้แก่หลายแพลตฟอร์มมากเกินไป (fragmentation)
และอีกกรณีหนึ่ง เมื่อต้นทุนของการเข้าถึงสินค้าลิขสิทธิ์มีกำแพงที่สูงเกิน จนผลักดันให้ผู้บริโภคเชื่อว่าการเข้าถึงด้วยช่องทาง Pirate มีความสะดวกต่อชีวิต มากกว่าการเคารพความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินผู้ประพันธ์ผลงาน.





