วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (2)

ประเทศไทยประสบความสำเร็จ และได้รับความชื่นชมในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank) วันที่ 12-18 ตุลาคม 2569

การประชุมครั้งนี้มีข้อมูลและรายงานที่สำคัญสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่รัฐบาลไทยจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ 

ถึงแม้จะมีโอกาสมากในการดึงดูดการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ แต่เงื่อนไขสำคัญคือ การแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชัน

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 มีการเผยแพร่รายงานการประเมินสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ภายใต้มาตรา IV ซึ่งระบุว่าปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมหภาค

โดยเน้นว่า ถึงแม้จะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องด้านมาตรการและสถาบันต่างๆ ในการต่อต้านการคอร์รัปชัน แต่การคอร์รัปชันยังมีอยู่อย่างแพร่หลายในประเทศไทย

สอดคล้องกับคะแนนดัชนีรับรู้ระดับคอร์รัปชันของประเทศไทยได้ 33 จาก 100 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี และต่ำกว่าทุกประเทศในอาเซียน ยกเว้นเมียนมาและกัมพูชา 

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 กรรมการผู้จัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ Kristalina Georgieva ตอบข้อซักถามในเวทีภาคประชาสังคม

ซึ่งอาจารย์จากศูนย์ความรู้ด้านต่อต้านคอร์รัปชัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอบถามถึงปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

เธออธิบายว่า พลังสำคัญในการต่อต้านคอร์รัปชันคือพลังภาคประชาชน ที่ต้องผลักดันให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ (accountability)

เธอย้ำว่า ความโปร่งใสเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีระบบให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ “ต้องรับผิดชอบ” ด้วย 

เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อมูลนี้เกิดขึ้น 2 วันหลังจากที่โฆษกรัฐบาลแถลงว่า ไอเอ็มเอฟ ไม่ได้มีข้อตำหนิประเทศไทย แต่หากรัฐบาลไทยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน โอกาสที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติก็จะยากมากในยุคของธรรมาภิบาลและความโปร่งใส 

การดำเนินการโดยรัฐบาลไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ก็จะยากเช่นเดียวกัน ซึ่ง Mathias Cormann เลขาธิการของ OECD มีกำหนดการเยือนประเทศไทยปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าเชิงเทคนิค

หลังจากที่รัฐสภาปิดรับฟังความคิดเห็น เกี่ยวกับร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และกฎหมายว่าด้วยยาสูบ (Earmark tax) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ปรากฎว่า

  • ประชาชนกว่าร้อยละ 89 ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ. กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
  • มากกว่าร้อยละ 73 ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนผู้สูงอายุ
  • มากกว่าร้อยละ 72 ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ.ไทย พีบีเอส
  • มากกว่าร้อยละ 67 ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย

นักวิชาการที่หลากหลายทั้งทางด้านการคลัง ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งกลุ่มนักวิชาการเพื่อสังคม 271 ท่าน ต่างออกมาคัดค้าน ร่าง แก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย โดยให้เหตุผลเพื่อความมั่นคงด้านการส่งเสริมสุขภาพเป็นหลัก

นอกจากนี้ เครือข่ายประชาชนปฏิรูประบบสุขภาพและสื่อสาธารณะเพื่อสิทธิพลเมืองและภาคีเครือข่ายสุขภาพกว่า 60 คนเข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่พรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม เพื่อพิจารณาถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับ

หลังจากนั้น วันที่ 20 ตุลาคม เครือข่ายภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ เช่น องค์กรนวัตกรรมสังคม ด้านเด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ครอบครัว สิทธิแรงงาน และสื่อมวลชน เรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยเคารพเสียงสะท้อน ทำตามความต้องการของประชาชน

ด้วยการถอนร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับออกไปจากกระบวนการทางนิติบัญญัติโดยเร็วที่สุด และเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางปฏิรูปและการมีส่วนร่วมของกองทุนและองค์กรสาธารณะ

โดยให้มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนมาร่วมออกแบบการพัฒนาองค์กรให้มีความโปร่งใสและธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายดังกล่าวอาจยื่นหนังสือไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบกระบวนการร่างแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ด้วย

ในขณะที่ 18 องค์กรเครือข่ายภายใต้มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ถอนร่าง แก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ เมื่อบ่ายวันที่ 21 ตุลาคม ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย

โดยมีเครือข่ายภาคสังคมด้านการศึกษา วัฒนธรรม ชุมชน การท่องเที่ยว อาหาร กีฬา ชาติพันธุ์ เด็กเยาวชน เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา รวมถึงเครือข่ายผู้มีความหลากหลายทางเพศ

วันที่ 22 ตุลาคม เครือข่ายคนพิการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทย ที่รัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้ถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ. กองทุน สสส.

ในขณะที่เครือข่ายด้านสุขภาพ เช่น ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย (สสท.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.)

รวมทั้งตัวแทนสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย (สพท.) และสโมสรนักศึกษาแพทย์และนักเรียนแพทย์ทหารจาก 29 สถาบันทั่วประเทศ ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาให้ถอนร่างแก้ไขกฎหมายกองทุน สสส.

หลังจากการประชุม ไอเอ็มเอฟ สิ้นสุดลง ภาคประชาสังคมต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่าง แก้ไข พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยอ้างว่าเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง

แต่ภาคประชาชนแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ไม่มั่นใจถึงความโปร่งใสและความมีธรรมาภิบาลของรัฐบาล

โฆษกรัฐบาล คงไม่ได้ฟัง หรือไม่เข้าใจ ประเด็นที่กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) พูดถึงปัญหาการคอร์รัปชันของประเทศไทย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศไทย