วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

ท่ามกลางกระแสต้อนรับการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ก็มีอีกประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้กันคือ การเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่มาของงบประมาณสำหรับ สสส.

ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12-16 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งผู้กำหนดนโยบายระดับโลกจะใช้เวทีนี้ ในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกร่วมกัน

ทั้งนี้ จะมีนักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงิน การพัฒนา จากทั่วโลกนอกเหนือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลก มากกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ มาร่วมประชุม

การประชุมครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมั่นและความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ซึ่งน่าจะยกระดับบทบาทของไทยในการกำหนดวาระในระดับโลก (Global Agenda) ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางนโยบายการเงิน และการคลัง

ในขณะเดียวกัน มีการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติเพื่อนำงบประมาณที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้รับจากภาษีสุราและยาสูบ ร้อยละ 2 จากเดิมที่ได้รับโดยตรง มาเป็นการรับจากงบประมาณปกติแทน

โดยพรรคภูมิใจไทยอ้างว่าเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังเพื่อความมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน

พรรคภูมิใจไทยชี้แจงว่า การเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ  และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (หรือ ไทย พีบีเอส) นั้น ไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของภารกิจของทั้งสี่องค์กร

แต่เหตุผลคือ “วิธีการได้มาซึ่งเงิน” และอธิบายว่า หลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

เป็นที่น่าสังเกตว่า รัฐบาลทุกยุค ทุกสมัย จำเป็นที่จะต้องหารายได้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ดูเหมือนว่า การอ้างหลักการในการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐครั้งนี้ จะไม่ใช่ประโยชน์สาธารณะแต่อย่างใด

หากรัฐบาลมีความจริงใจในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกเพื่อประโยชน์สาธารณะ คงต้องขับเคลื่อนหลักการ “ผู้ก่อความเสียหาย ต้องจ่าย” ซึ่งเป็นหลักการระดับนานาชาติ

แนวคิดนี้เสนอแนะโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development – OECD) เมื่อปี ค.ศ. 1972 ซึ่งเกิดกระแสความตระหนักทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมพุ่งขึ้นสูงสุด

โดยมีการแถลงว่า “ผู้ก่อมลพิษ ต้องเป็นผู้จ่ายเพื่อการป้องกันการเกิดมลพิษและมาตรการในการควบคุม” ทั้งนี้ หลักการ “ผู้ก่อความเสียหาย ต้องจ่าย” สามารถนำไปปรับใช้กับอุตสาหกรรมยาสูบได้ 

ผลิตภัณฑ์สุรา และยาสูบ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ และเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ 

การที่พรรคภูมิใจไทยเสนอแก้ไข ร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และกฎหมายว่าด้วยยาสูบ (Earmark tax)

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์คือ อุตสาหกรรมสุราและอุตสาหกรรมยาสูบ เหตุใดผู้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว จึงคิดสั้น ตัดรายได้ของรัฐบาลที่ไม่พอเพียงอยู่แล้วให้น้อยลง และผลักดันให้ทั้ง 4 กองทุนไปเบียดเบียนงบประมาณส่วนกลางที่มาจากภาษีอากรปรกติ?

ภาษีบาป (Sin tax) ที่เก็บจากผลิตภัณฑ์สุราและยาสูบ มีสาเหตุจากการที่ผลิตภัณฑ์ทั้งสองก่อให้เกิดภาระโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมหาศาล

การยกเลิกการเก็บภาษีบาปเป็นการยกประโยชน์ให้กับผู้ผลิตสินค้าทำลายสุขภาพ โดยไม่ต้องจ่ายเงินบำรุงกองทุนทั้งสี่ ปีละ 10,000 ล้านบาท

หากนักการเมืองเป็นที่มั่นใจของประชาชนว่า มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การอ้างหลักการในการรักษาวินัยการเงินการคลัง ก็ไม่น่าจะมีปัญหา

แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ในขณะที่คะแนนดัชนีรับรู้ระดับคอรัปชั่นของประเทศไทย ได้ 33 จาก 100 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี และต่ำกว่าทุกประเทศในอาเซียน ยกเว้นเมียนมาและกัมพูชา

รัฐบาลจำเป็นต้องตอบข้อสังเกตว่า เหตุใดการเสนอแก้ไข ร่างกฎหมายโดยพรรคภูมิใจไทย จึงจะยกประโยชน์ให้แก่อุตสาหกรรมสุราและยาสูบ?

เป็นที่น่าสังเกตว่า การแต่งตั้งโฆษกรัฐบาลซึ่งเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่าล้มเหลวมาโดยตลอด น่าจะเป็นสิ่งบ่งชี้ได้ว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวคืออะไร

สภาผู้แทนราษฎร เปิดโอกาสให้สังคมของผู้มีวิจารณญาณ ช่วยกันแสดงความคิดเห็น ต่อร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวทาง https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=632 ภายในวันที่ 14 ตุลาคม ผู้เขียนจึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อประโยชน์สาธารณะ.