Resilience เป็นอีกหนึ่งคำที่พบเจอในห้องประชุมผู้บริหารระดับสูงกันมากขึ้น และเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญที่หลายองค์กรต้องการแสวงหา ภายใต้ภาวะธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นในปัจจุบัน
แต่ก็นำไปสู่คำถามเช่นเดียวกันว่า Resilience คืออะไร ต่างจากความยืดหยุ่นหรือความคล่องตัว (Flexibility, Agility) ที่เคยนิยมกันอย่างไร และจะทำให้องค์กรมี Resiliency ได้อย่างไร
Resilience โดยทั่วไปหมายถึงความสามารถรับแรงกระแทกหรือผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ และสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ หากเปรียบกับต้นไม้ที่เผชิญพายุ ต้นไม้ที่มี Resilience จะทนต่อแรงลมโดยไม่หักโค่น และยังคงเติบโตต่อไปได้หลังจากพายุผ่านพ้นไป
Resilience คือความสามารถขององค์กรในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดขึ้น สามารถอยู่รอด ปรับตัวและเดินหน้าต่อไปได้ แม้สภาพแวดล้อมในการแข่งขันจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ Resilience ไม่ใช่เพียงการกลับไปสู่สภาพเดิม แต่คือความสามารถในการเดินหน้าต่อไป แม้โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว โดย Resilience มีความแตกต่างจาก Flexibility และ Agility โดยมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน
Flexibility คือความยืดหยุ่น หรือความสามารถในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน ทรัพยากร หรือแนวทางในการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ขณะที่ Agility เน้นไปที่ความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
ส่วน Resilience จะมองกว้างและยาวกว่านั้น โดยให้ความสำคัญกับความสามารถในการรับมือกับผลกระทบที่รุนแรง รวมทั้งปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อเติบโตต่อไป
ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่มี Flexibility สามารถปรับเมนู ราคา หรือเวลาทำการตามสถานการณ์ได้ ร้านอาหารที่มี Agility สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว ส่วนร้านอาหารที่มี Resilience จะต้องสามารถรักษาความอยู่รอดในช่วงวิกฤติ ขณะเดียวกันก็สามารถพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ เพื่อให้ยังสามารถแข่งขันและเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว สรุปง่ายๆ Flexible คือเปลี่ยนได้ Agile คือเปลี่ยนได้เร็ว ส่วน Resilience คืออยู่รอด ปรับตัว และเติบโตต่อไปได้
ประเด็นต่อมาคือ องค์กรจะสร้าง Resilience ขึ้นมาได้อย่างไร? สามารถแบ่งการสร้าง Resilience เป็นสี่ด้าน ได้แก่ 1.Anticipate ความสามารถในการมองการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้า ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ต้องสามารถระบุความเป็นไปได้ต่างๆ และเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
2.Withstand ความสามารถในการรับแรงกระแทก ต้องมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยไม่เกิดความเสียหายจนไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
ผ่านทางการบริหารสภาพคล่อง การมีเงินทุนสำรอง การจัดการความเสี่ยง การมีแหล่งวัตถุดิบหรือระบบสำรอง ตลอดจนการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ
3.Adapt ความสามารถในการปรับตัว เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง องค์กรต้องสามารถปรับวิธีการดำเนินงาน กระบวนการตัดสินใจ และการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่ ความสามารถนี้ต้องอาศัยทั้ง Flexibility และ Agility
4.Renew ความสามารถในการปรับเปลี่ยนและสร้างสิ่งใหม่ ความสามารถด้านนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจจะทำให้รูปแบบธุรกิจเดิมไม่สามารถแข่งขันได้เหมือนที่ผ่านมา
องค์กรจึงต้องสามารถทบทวนกลยุทธ์เดิม พัฒนาความสามารถใหม่ ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ หรือแม้กระทั่งเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่แตกต่างจากเดิม
ความท้าทายในขั้นนี้คือ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มักเกิดขึ้นในขณะที่ธุรกิจเดิมยังดำเนินงานอยู่ และบางครั้งธุรกิจเดิมยังสร้างรายได้และกำไรอยู่ ผู้บริหารต้องกล้าที่จะตั้งคำถามว่า สิ่งที่เคยทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในอดีต จะยังทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในอนาคตได้หรือไม่
การมี Resilience ไม่ใช่องค์กรที่ไม่มีวันเผชิญปัญหาหรือไม่เคยล้มเหลว แต่เป็นการสร้างองค์กรที่เมื่อเผชิญกับแรงกระแทกแล้ว ยังสามารถอยู่รอด ปรับตัว และค้นหาเส้นทางใหม่เพื่อเดินหน้าต่อไปได้





