วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

โจทย์ Resilience เมื่อน้ำท่วมกระทบทุกคน แต่ต้นทุนรับมือ-ฟื้นตัวไม่เท่ากัน

น้ำท่วมกระทบทุกคนไม่เท่ากัน เพราะต้นทุนในการรับมือและฟื้นตัวต่างกัน Resilience จึงไม่ใช่การให้คนอดทน แต่คือการสร้างเมืองที่พร้อมรับมือ ลดความเสี่ยงล่วงหน้า และไม่ทิ้งคนเปราะบางไว้ข้างหลัง

KEY POINTS

  • น้ำท่วมกระทบคนไม่เท่ากัน เพราะต้นทุนและทรัพยากรในการรับมือและฟื้นตัวต่างกัน ตั้งแต่ความเดือดร้อนเล็กน้อยถึงการสูญเสียรายได้และอาชีพ
  • ความเปราะบางมาจากทั้ง “คน” เช่น ผู้สูงอายุ แรงงานรายวัน และ “พื้นที่” เช่น ชุมชนในที่ลุ่มต่ำ ทำให้บางกลุ่มเสียหายหนักและฟื้นตัวช้ากว่า
  • Resilience ไม่ใช่การให้ประชาชนอดทน แต่คือความสามารถของเมืองและระบบในการเตรียมพร้อม รับมือ และฟื้นตัว โดยต้องคำนึงทั้งโครงสร้างพื้นฐานและความเป็นธรรม
  • เมืองต้องเปลี่ยนจาก “รอแก้” สู่ “ลงทุนลดความเสี่ยงล่วงหน้า” พร้อมดูแลกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงอาหาร น้ำ ที่พัก และบริการพื้นฐานยามวิกฤติ

ฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมอีกครั้ง และครั้งนี้ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ เมื่อถนนที่เคยใช้ทุกวันกลายเป็นเส้นทางที่ผ่านไม่ได้ การเดินทางต้องวางแผน ระบบขนส่งและบริการต่าง ๆ หยุดชะงัก แม้แต่เรื่องพื้นฐานอย่างการเข้าถึงอาหารและน้ำดื่มก็อาจกลายเป็นปัญหา

สถานการณ์นี้ทำให้เห็นว่า "เราต่างก็เปราะบาง แต่เราไม่ได้เปราะบางเท่ากัน" เพราะต้นทุนชีวิตของคนเราไม่เท่ากัน สำหรับบางคน น้ำท่วมอาจหมายถึงการย้ายรถขึ้นที่สูง ทำงานจากบ้าน สั่งอาหาร และรอให้น้ำลด แต่สำหรับอีกคนอาจหมายถึงการขาดรายได้ ไปทำงานไม่ได้ หรือยานพาหนะที่ใช้ทำมาหากินเสียหาย บางครอบครัวสำรองอาหารและน้ำดื่มได้หลายวัน ขณะที่บางครอบครัวมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน

ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง คนพิการ แรงงานรายวัน ครอบครัวที่ไม่มีเงินออม รวมถึงคนไร้บ้านและผู้ที่ไม่มีที่พักอาศัยที่มั่นคง ย่อมมีความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวต่างจากคนที่มีทรัพยากรมากกว่า แต่ความเปราะบางไม่ได้เกิดจาก “คน” เพียงอย่างเดียว “พื้นที่” ก็ทำให้เราเปราะบางมากขึ้นได้เช่นกัน

บางชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่รับน้ำ หรือบริเวณที่มีข้อจำกัดในการระบายน้ำ จึงได้รับผลกระทบมากกว่าและอาจต้องอยู่กับน้ำนานกว่าพื้นที่อื่น ขณะที่คนจำนวนไม่น้อยไม่มีทางเลือกมากพอที่จะย้ายออก เพราะที่อยู่อาศัยสัมพันธ์กับรายได้ การทำงาน ครอบครัว และเครือข่ายทางสังคม

ความเสี่ยงจากน้ำท่วมจึงเกิดจากทั้งภัย ความเปราะบางของผู้คน และเงื่อนไขของพื้นที่ ภัยเดียวกันจึงไม่ได้สร้างผลกระทบเท่ากันสำหรับทุกคน น้ำท่วมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการจัดการน้ำ แต่เกี่ยวข้องกับการวางผังเมือง ความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

ตรงนี้เองที่คำว่า Resilience มีความหมาย เพราะไม่ได้หมายถึงการบอกให้ประชาชน “อดทนให้เก่งขึ้น” หรือต่างคนต่างเอาตัวรอด แต่หมายถึงความสามารถของคน ชุมชน เมือง และระบบในการ เตรียมพร้อม รับมือ ปรับตัว และฟื้นตัว โดยยังรักษาคุณภาพชีวิตไว้ได้

เมืองที่มี Resilience จึงไม่จำเป็นต้องเป็นเมืองที่ “น้ำไม่ท่วมเลย” คำถามสำคัญกว่าคือ เมื่อภัยเกิดขึ้น เมืองสามารถลดผลกระทบและทำให้ชีวิตของผู้คนดำเนินต่อไปได้มากเพียงใด

นี่คือจุดที่ Resilience เชื่อมโยงกับ Climate Adaptation และต้องแปลงเป็นนโยบายที่จับต้องได้ ตั้งแต่ระบบระบายน้ำ พื้นที่รับและชะลอน้ำ การฟื้นฟูคลอง พื้นที่สีเขียว การใช้ประโยชน์ที่ดิน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะที่ยังทำงานได้ในภาวะวิกฤติ เราอาจควบคุมฝนไม่ได้ แต่ลดเงื่อนไขที่ทำให้ฝนตกหนักกลายเป็นวิกฤติของเมืองได้

สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนจาก “รอเกิดเหตุแล้วแก้” ไปสู่ “รู้ความเสี่ยงล่วงหน้าแล้วลงทุนเพื่อลดความเสียหาย” เราต้องรู้ไม่เพียงว่าพื้นที่ใดเสี่ยง แต่ต้องรู้ด้วยว่า ใครอาศัยอยู่ที่นั่น และมีความสามารถในการรับมือเพียงใด เพื่อให้ทรัพยากรถูกจัดสรรไปยังพื้นที่ที่มีทั้งความเสี่ยงและความเปราะบางสูง

ขณะเดียวกัน การสื่อสารความเสี่ยง ต้องเปลี่ยนจากการ “แจ้งข้อมูล” ไปสู่การ “ทำให้คนลงมือได้” การบอกว่าฝนจะตกหนักยังไม่พอ หากประชาชนไม่รู้ว่า แล้วฉันต้องทำอะไร? น้ำจะมาเมื่อไร เส้นทางใดควรหลีกเลี่ยง หรือจะเข้าถึงอาหาร น้ำดื่ม ที่พัก และความช่วยเหลือจากที่ใด

ข้อมูลจึงต้อง เข้าถึงง่าย เฉพาะพื้นที่ และทันเวลา แต่ข้อมูลเพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ คนหนึ่งอาจย้ายที่พัก สำรองอาหาร หรือหยุดงานได้ ขณะที่อีกคนแม้รู้ว่าน้ำกำลังมา แต่ไม่มีเงิน ไม่มีพาหนะ หรือไม่มีที่ไป สำหรับคนไร้บ้าน แม้แต่คำแนะนำว่า “ให้อยู่ในที่พักที่ปลอดภัย” ก็อาจเป็นสิ่งที่เขาไม่มีให้เลือก

ดังนั้น นโยบายสร้าง Resilience ต้องมองพร้อมกันทั้ง “คน” และ “พื้นที่” ตั้งแต่ระบบช่วยเหลือผู้สูงอายุและคนพิการ แผนอพยพและจุดพักพิง การดูแลคนไร้บ้าน ระบบกระจายอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นในพื้นที่ถูกตัดขาด ไปจนถึงการช่วยเหลือแรงงานรายวันและครัวเรือนที่สูญเสียรายได้

Resilience จึงต้องเดินไปพร้อมกับความเป็นธรรม และเป็นส่วนหนึ่งของ Sustainability เพราะเราไม่อาจเรียกการพัฒนาว่ายั่งยืนได้ หากความปลอดภัยยังขึ้นอยู่กับว่าใครมีต้นทุนชีวิตมากพอ การฟื้นตัวก็ไม่ควรเป็นเพียงการทำให้ทุกอย่าง “กลับไปเหมือนเดิม” หากสภาพเดิมยังเปราะบาง เป้าหมายจึงต้องไปไกลกว่าการ Bounce Back สู่ Bounce Forward คือเรียนรู้จากวิกฤติและสร้างระบบที่ดีกว่าเดิม

จากมหาอุทกภัยปี 2554 ถึงปี 2569 เป็นเวลากว่า 15 ปีที่เรามีงานวิจัย เทคโนโลยี ข้อมูล และบทเรียนเพิ่มขึ้นมาก สถานการณ์ครั้งนี้จึงทำให้ผมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เราเรียนรู้อะไรจากภัยพิบัติที่ผ่านมาแล้วบ้าง? และเราเปลี่ยนความรู้เหล่านั้นให้เป็นนโยบาย การลงทุน และความสามารถในการรับมือที่ดีขึ้นได้มากเพียงใด

หลังน้ำลด เราจึงไม่ควรถามเพียงว่าจะซ่อมถนนตรงไหน เพิ่มเครื่องสูบน้ำกี่เครื่อง หรือเยียวยาเท่าไร แต่ควรถามว่า ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน ใครเปราะบางที่สุด เราจะลดความเสี่ยงก่อนเกิดภัยอย่างไร และใครต้องรับผิดชอบให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง

เพราะ Resilience ในวันที่น้ำท่วม ไม่ควรวัดเพียงว่าน้ำลดเร็วแค่ไหน แต่ต้องดูว่าเมื่อวิกฤติมาถึง ผู้คนยังเข้าถึง อาหาร น้ำดื่ม ที่พัก ความช่วยเหลือ และบริการพื้นฐาน ได้หรือไม่ โดยเฉพาะคนที่มีทางเลือกน้อยที่สุด

เราอาจต่างก็เปราะบาง แต่ต้นทุนเอาตัวรอดของเราไม่เท่ากัน ความท้าทายของเมืองที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การทำให้ทุกคน “ทน” ต่อวิกฤติได้มากขึ้น แต่คือ การสร้างเมืองที่เข้าใจทั้ง “คน” และ “พื้นที่” และไม่ปล่อยให้ต้นทุนชีวิตหรือพื้นที่อยู่อาศัยเป็นตัวกำหนดว่าใครจะปลอดภัยและฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้มากน้อยเพียงใด