หนี้สาธารณะของฝรั่งเศส เป็นประเด็นทางเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถควบคุมให้ลดลงได้ เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านเศรษฐกิจการคลังรอบด้าน ผสมผสานกับสุญญากาศทางการเมือง
และความไม่พอใจของประชาชนที่กำลังออกมาประท้วงรัฐบาลและเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณให้กับกลุ่มต่างๆ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ปัญหาหนี้สาธารณะของฝรั่งเศสนั้น พอจะสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
- หนี้สาธารณะ ปัจจุบันอยู่ที่ 120% ของจีดีพี กล่าวคือ จีดีพีประมาณ 3 ล้านล้านยูโร และหนี้สาธารณะอยู่ที่ 3.6 ล้านล้านยูโร (มาตรฐานของสหภาพยุโรปคือ หนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของจีดีพี)
- ปัจจุบัน รัฐบาลฝรั่งเศสขาดดุลงบประมาณ เท่ากับ 5.4% ของจีดีพี แต่จีดีพีจริงขยายตัวเพียง 0.5% ต่อปี บวกเงินเฟ้ออีก 2.5% ต่อปี แปลว่าจีดีพีรวมเงินเฟ้อ (nominal GDP) ขยายตัวปีละ 3.0% กล่าวคือ หนี้สาธารณะโตเร็วกว่าจีดีพีประมาณ 2.4% ต่อปี
- การขาดดุลงบประมาณที่ 5.4% ของจีดีพีนั้น แบ่งออกเป็นการขาดดุลพื้นฐาน (หรือ primary deficit คือ รายรับต่ำกว่ารายจ่ายจริง ไม่รวมดอกเบี้ย) เท่ากับ 2.8% ของจีดีพี อีกประมาณ 2.6% ของจีดีพีคือ การขาดดุลที่เกิดจากดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายวันนี้สำหรับหนี้สาธารณะปัจจุบันที่เท่ากับ 120% ของจีดีพี
- จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะฝรั่งเศสนั้น เฉลี่ยเพียง 2.17% ซึ่งต่ำกว่าดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 10 ปี ปัจจุบันที่ 5.1% อย่างมาก ทั้งนี้เพราะหนี้สาธารณะปัจจุบันนั้นอายุเฉลี่ยประมาณ 8 ปี และในช่วง 5-7 ปีที่แล้ว (2562 2564) ดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีของรัฐบาลฝรั่งเศสเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.01-0.13% เท่านั้น
ในช่วงดังกล่าว รัฐบาลจึงเร่งกู้เงินและสร้างหนี้จำนวนมาก ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องใช้จ่ายในการกอบกู้เศรษฐกิจที่เกิดภาวะวิกฤติจากการระบาดของโควิด-19
- ในช่วงเดียวกัน ดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปี ของรัฐบาลหลายประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และญี่ปุ่น ลดลงเหลือศูนย์หรือติดลบ
แปลว่าในช่วงดังกล่าว รัฐบาลประเทศพัฒนาแล้ว ยิ่งกู้หนี้เพิ่มขึ้น ก็ยิ่งจะมีรายได้เพิ่มขึ้นและลดภาระดอกเบี้ยลง (เพราะตอนนั้นหนี้ใหม่ดอกเบี้ยต่ำกว่าหนี้เก่า) จึงจะทำให้เกือบทุกประเทศไม่สนใจวินัยทางการคลัง เพราะการเป็นหนี้แทบจะไม่มีต้นทุนเลยและจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยของหนี้รัฐบาลด้วยซ้ำ
- แต่มาวันนี้ ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีของประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ประมาณ 3 ถึง 5% ทำให้ค่าใช้จ่าย เฉพาะที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยนั้น คิดเป็นสัดส่วนสูงมาก คือประมาณ 3-4% ของจีดีพี เพราะเกือบทุกประเทศมีหนี้สาธารณะเท่ากับ 100% ของจีดีพี หรือมากกว่า และมีแนวโน้มที่ภาระดอกเบี้ยดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะหนี้เก่ากำลังหมดอายุลง ในขณะที่หนี้ใหม่มีต้นทุนสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก
- ในกรณีของฝรั่งเศสนั้น ประเทศยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอีกด้วย ซึ่งแปลความได้ว่า ประเทศมีเงินออมไม่เพียงพอ ต้องพึ่งพาเงินจากต่างประเทศ และข้อมูลระบุว่า หนี้สาธารณะของรัฐบาลฝรั่งเศสนั้นปัจจุบันเพียง 41.6% เท่านั้นที่ถือโดยประชาชนฝรั่งเศส ที่เหลือถือโดยต่างชาติ
- ปัจจุบัน รัฐบาลฝรั่งเศสเก็บภาษีคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 43.5% ของจีดีพี สูงเป็นอันดับแรกๆ ของโลก และยังมีรายได้อื่นๆ เช่น จากรัฐวิสาหกิจอีกประมาณ 8.5% ของจีดีพี แปลว่า รัฐบาลฝรั่งเศสมีรายได้คิดเป็นส่วนแบ่งต่อจีดีพีสูงมากถึง 52% แล้ว การจะปรับขึ้นภาษีหรือเพิ่มรายได้ของภาครัฐ จึงจะมิใช่ทางเลือกในการนำมาซึ่งวินัยทางการคลัง
- วินัยทางการคลังจึงจะต้องเกิดจากการลดรายจ่ายของภาครัฐเป็นหลัก เพราะปัจจุบันค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเท่ากับ 57.4% ของจีดีพี โดยเกือบ 25% ของจีดีพี คือ เงินบำนาญของผู้สูงอายุ เบี้ยเลี้ยงสำหรับผู้ที่ตกงาน เงินช่วยเหลือครอบครัว ตลอดจนเงินช่วยเหลือเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย
สำหรับค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขนั้น จะประมาณ 9% ของจีดีพี การศึกษานั้น จะประมาณ 5% ของจีดีพี เท่ากับเงินช่วยเหลือภาคธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารประเทศและเงินเดือนข้าราชการนั้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6% ของจีดีพี
- ประเด็นคือ ไม่มีกลุ่มผลประโยชน์ใดจะยินยอมให้รัฐบาลลดผลประโยชน์ของตน การประท้วงต่อต้านรัฐบาลจึงน่าจะยืดเยื้อและกว้างขวางต่อไปอีก เพราะทุกกลุ่มคงจะรู้ตัวแล้วว่า หากไม่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มของตน ก็เสี่ยงที่กลุ่มของตนจะเป็นเป้าที่ถูกรัฐบาลลดผลประโยชน์
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลปัจจุบันก็อยู่ในสภาวะสุญญากาศทางการเมือง เพราะกำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ (เอมมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีครบ 2 สมัย รวม 10 ปีแล้ว จึงสมัครรับเลือกตั้งอีกไม่ได้)
นักการเมืองทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายที่กำลังเริ่มหาเสียง เพื่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นรอบแรกเดือนเม.ย. 2570 และรอบที่ 2 (ที่จะเหลือผู้สมัคร 2 คน) ตอนเดือนพ.ค. 2570 ก็ไม่มีใครที่จะกล้าหาเสียงว่า จะต้องลดรายจ่ายของรัฐบาลเป็นหลัก เพราะไม่ต้องการสูญเสียคะแนนนิยมจากกลุ่มใด
ดังนั้น ตลาดเงินและตลาดทุนของฝรั่งเศสก็คงจะต้องรอนานไปอีก 6 ถึง 7 เดือน จึงจะมีความชัดเจนมากขึ้นว่า ใครจะเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ และนโยบายของรัฐบาลใหม่จะสามารถสร้างวินัยทางการคลังได้เพียงใดหรือไม่





