วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

มรดกสำคัญจากงาน AM2026 ‘Bangkok Blueprint’

การที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026: AM2026) เมื่อ 12-18 ต.ค.2569

นับเป็นเหตุการณ์สำคัญในรอบหลายทศวรรษ และเป็นโอกาสที่ประเทศได้แสดงศักยภาพบนเวทีเศรษฐกิจโลก

สำหรับคนไทย ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้จบลงเพียงภาพความประทับใจจากการเป็นเจ้าภาพ แต่ยังช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุน การสร้างงานและการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต

แม้ว่าการประชุมจะมีหัวข้อหารือที่หลากหลาย แต่แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe & Inclusive Digital Finance: SIDF) เป็นเรื่องที่แบงก์ชาติมุ่งนำเสนอ เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า ระบบการเงินดิจิทัลต้องมีทั้งความปลอดภัยและสร้างการเข้าถึงที่เท่าเทียม (Inclusive) สำหรับคนทุกกลุ่ม

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร กล่าวว่า การที่ระบบการเงินจะปลอดภัยและทั่วถึงได้ ต้องมีกลไก 3 ด้านด้วยกัน คือ

(1) จัดการกับภัยทุจริตทางดิจิทัล ที่กระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินโดยตรง

(2) ลดความเสี่ยงของภัยไซเบอร์ เพื่อให้ระบบการเงินรองรับความเสี่ยงจากเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันระบบการเงินยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานและผู้ให้บริการที่มีความกระจุกตัวสูง

และ (3) สร้างระบบนิเวศทางการเงิน ที่เข้าถึงง่ายและเป็นธรรม เพื่อป้องกันการถูกกีดกันการเข้าถึงบริการทางการเงินและความเหลื่อมล้ำ

หนึ่งในผลผลิตเชิงนโยบายที่สำคัญของการประชุม AM2026 คือ The Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งเปิดตัวเมื่อ 14 ต.ค.2569 จัดทำโดย IMF และ World Bank Group โดยแบงก์ชาติร่วมให้ข้อมูล

เพื่อให้ Blueprint นี้ เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับประเทศต่างๆ ใช้เป็นหลักการในการรับมือกับปัญหาภัยการเงินดิจิทัล

Bangkok Blueprint นำเสนอ 12 แนวทางสำคัญ ภายใต้ 5 เสาหลัก ได้แก่

(1) การวางยุทธศาสตร์ กฎหมาย และกลไกกำกับดูแลที่กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ประกอบด้วย 2 แนวทาง คือ การวางแผนแม่บท/กำหนดตัวผู้รับผิดชอบหลักที่ชัดเจน และการออก/ปรับปรุงกฎหมายหรือเกณฑ์กำกับให้เอื้อต่อการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินได้อย่างรวดเร็ว

(2) การบริหารจัดการภัยทุจริตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และเยียวยาผู้เสียหาย ประกอบด้วย 4 แนวทาง คือ การสร้างระบบป้องกันการหลอกลวงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการออกแบบบริการ การป้องกันเชิงรุกและปรับมาตรการให้เท่าทันกลโกงที่เปลี่ยนตลอดเวลา

การตรวจจับทั้งระบบด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อติดตามบัญชีต้องสงสัยได้ทันการณ์ และการตอบสนองด้วยการสกัดเงินและระงับบัญชีให้ได้เร็วขึ้น เพื่อช่วยเหลือเหยื่อได้มากขึ้น

(3) การใช้ประโยชน์จากกรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว ประกอบด้วย 3 แนวทาง คือ การยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์

รวมถึงกฎเกณฑ์และการบริหารความเสี่ยง การใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML)/การต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (CFT)

และ การบังคับใช้กฎหมายในการป้องกัน ปราบปรามอย่างเด็ดขาด ทั้งสืบสวน จับกุม ยึดทรัพย์ เพื่อตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายมิจฉาชีพ

(4) การเสริมสร้างความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 2 แนวทาง คือ การร่วมมือข้ามหน่วยงานภายในประเทศ ทั้งรัฐและเอกชน และการร่วมมือข้ามพรมแดน ด้วยการประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อตัดเส้นทางเงินของมิจฉาชีพได้รวดเร็ว

(5) การคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างการตระหนักรู้ รวมถึงเพิ่มภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล มี 1 แนวทาง คือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน สร้างความรู้ความเข้าใจด้านความเสี่ยง กลโกงต่างๆ รวมถึงคุ้มครองผู้บริโภคให้สามารถแจ้งความได้สะดวกและติดตามเงินคืนได้อย่างรวดเร็ว

ผู้ว่าการฯ คุณวิทัย ระบุว่า ที่ผ่านมา แบงก์ชาติได้ยกระดับการจัดการปัญหาเรื่องเงินเทา และคอร์รัปชันอย่างครบวงจร ซึ่งสอดรับกับหลักการของ Bangkok Blueprint ในหลายมิติ อาทิ

(1) การตรวจสอบและรู้จักตัวตนของลูกค้าอย่างเข้มงวด (KYC/CDD/EDD)

(2) การยืนยันตัวตนของร้านค้า (KYM) ของธุรกิจรับชำระเงิน เพื่อป้องกันการให้บริการกับธุรกิจผิดกฎหมาย

(3) การตรวจจับธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย

(4) การถอนเงินสดมูลค่าสูงตั้งแต่ 5 ล้านบาท ขึ้นไป 

(5) ยกระดับมาตรการป้องกันการนำเงินสดไปแปลงเป็นสินทรัพย์ทางการเงินอื่น เช่น ทองคำและเงินตราต่างประเทศ รวมถึงกำกับดูแลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความเสี่ยงร่วมกับ ก.ล.ต. เช่น USDT เป็นต้น

แบงก์ชาติมุ่งหวังให้ Bangkok Blueprint เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

(1) ยกระดับการรับมือให้ครบวงจร ด้วยการแก้ปัญหาภัยการเงินดิจิทัล ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานเดียว แต่ต้องอาศัยทุกภาคส่วน ร่วมรับผิดชอบและมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

(2) การร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อรับมือภัยทางการเงินข้ามประเทศ

และ (3) ยกระดับมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากล ผ่านองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ IMF, World Bank Group (WBG), Financial Action Task Force (FATF) และ Financial Stability Board (FSB)

แบงก์ชาติและสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยังได้ร่วมจัดทำเอกสารคู่ขนาน The Bangkok Blueprint in Action: Regional Experiences and Policy Lessons for Fraud-Resilient Financial Services

โดยนำประสบการณ์การดำเนินนโยบายของไทย ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ มาถ่ายทอด เพื่อเป็นแนวทางแก่ประเทศต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทประเทศของตน เพื่อยกระดับการรับมือภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัลได้ โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์

ดร.ดารณี แซ่จู รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงินและกำกับบริการทางการเงิน เน้นย้ำว่า Bangkok Blueprint ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือและความร่วมมือทั้งระหว่างภาคส่วนและระหว่างประเทศ เพื่อสานต่อแรงขับเคลื่อนจากกรุงเทพฯ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

แม้ AM2026 ได้ปิดฉากลง แต่คุณค่าของการประชุมครั้งนี้เพิ่งเริ่มต้น ความสำเร็จของไทยในฐานะเจ้าภาพได้สร้างความเชื่อมั่นและยกระดับบทบาทของประเทศบนเวทีโลก

ขณะที่ Bangkok Blueprint ได้วางรากฐานของวิสัยทัศน์ร่วมสำหรับการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่เข้มแข็ง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือที่ใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง

เพื่อให้การเงินดิจิทัลยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม การเข้าถึงบริการทางการเงิน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ บนพื้นฐานของความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน

บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด