วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทบาทคน ‘ตัวเล็ก’ ในเวทีใหญ่ IMF-WB

จบไปแล้ว การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (WB) ที่กรุงเทพมหานคร และข่าวที่สื่อทั่วโลกรายงานจะมีแต่ปัญหาและความท้าทายที่เศรษฐกิจโลกจะเผชิญจากนี้ไป

ทั้งการชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อที่สูง หนี้สาธารณะ ภาวะโลกร้อน ภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย เอไอหรือปัญญาประดิษฐ์ และการมีงานทำของคนรุ่นใหม่ เป็นเรื่องใหญ่ ในเวทีใหญ่ ของคนวงใหญ่ คือผู้ทำนโยบายจากทั่วโลก

แต่ในการประชุมก็มีวงเล็กของภาคประชาสังคมที่มาร่วมประชุมด้วยอย่างเป็นทางการ ในฐานะประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) เพราะได้รับผลโดยตรงจากนโยบายที่รัฐบาลทำ รวมถึงการปล่อยกู้ของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกเพื่อช่วยเหลือประเทศที่มีปัญหา

จึงต้องการสื่อสารให้ทั้งไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกทราบถึงผลและปัญหาที่เกิดขึ้นจากนโยบาย ซึ่งทั้งสององค์กรก็เปิดพื้นที่ให้หารือกัน (Dialogue) 

อีกลักษณะหนึ่งคือ ภาคประชาสังคมใช้โอกาสนี้หารือกันเองในรูปงานสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเครือข่าย ซึ่งมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาลได้จัดงานประชุมในลักษณะหลังนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม เป็นการหารือของภาคประชาสังคมในภูมิภาคเอเชีย

วันนี้จึงขอเล่าบรรยากาศและประเด็นหารือของคน “ตัวเล็ก” เพราะเป็นเรื่องที่สื่อส่วนใหญ่ไม่รายงาน นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ก่อนอื่นต้องแสดงความยินดีกับกระทรวงการคลัง และชมเชยทีมไทยแลนด์ที่จัดงานประชุมประจำปี IMF-WB คราวนี้ได้อย่างดีเยี่ยม จนผู้เข้าประชุมต่างออกปากชม 

ผมเองมีโอกาสเข้างานประชุมประจำปี IMF-WB หลายครั้ง ทั้งที่กรุงวอชิงตันดีซีและในประเทศอื่นที่เป็นเจ้าภาพ ต้องบอกว่าคราวนี้ประเทศไทยจัดได้ดีจริงๆ สถานที่ดี การประชุมจัดอย่างเป็นระเบียบ มืออาชีพ และดูแลเอาใจใส่ผู้เข้าประชุม

ทำให้บรรยากาศในศูนย์ประชุมสิริกิติ์ช่วงการประชุมดูผ่อนคลายแม้เรื่องที่ประชุมจะซีเรียส เป็นการนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการประชุมประจำปี IMF-WB ในปีต่อๆ ไป ขอแสดงความยินดีด้วยครับ

ปีนี้ในการประชุมที่กรุงเทพฯ IMF และ WB จัดเวทีหารือกับภาคประชาสังคม (Civil Society Policy Forum) ในเรื่องเกี่ยวกับการทำงานของสององค์กรนี้กว่า 30 เรื่อง ประเด็นหารือถูกคัดมาจากข้อเสนอของภาคประชาสังคมทั่วโลก เวทีดังกล่าวคือพื้นที่ที่ IMF-WB ใช้รับฟังความเห็นและข้อวิจารณ์จากองค์กรภาคประชาสังคมต่องานที่ทั้งสององค์กรทำ โดยประเด็นที่หารือที่สรุปได้คือ

1.ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินระหว่างประเทศเพื่อช่วยประเทศที่ประสบภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงจากภาวะโลกร้อน ประเด็นวิจารณ์คือเงื่อนไขที่มากับการให้เงินกู้ช่วยเหลือควรยืดหยุ่นและผ่อนคลาย เพื่อไม่ให้ประเทศที่ได้รับเงินกู้กลายเป็นประเทศที่มีปัญหาหนี้ตามมา คือไม่สามารถชำระดอกเบี้ยเงินกู้ได้เพราะเศรษฐกิจไม่ฟื้น ทำให้ประเทศเจอปัญหาสองเด้ง คือภัยธรรมชาติและปัญหาหนี้ 

ในส่วนของการปล่อยกู้เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก ผู้ปล่อยกู้และรัฐบาลควรมีแผนงานที่สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG ของสหประชาชาติเพื่อไม่ให้สิ่งที่รัฐบาลและผู้ปล่อยกู้ทำไปคนละทางกับสิ่งที่เป็นทิศทางของโลก

2.ในการนำ AI มาประยุกต์ใช้รวมถึงดิจิทัลเทคโนโลยีอื่นๆ สิทธิตามกฎหมายของผู้ใช้แรงงานเป็นเรื่องที่ต้องไม่มองข้าม เพราะนอกจากความเหลื่อมล้ำในสังคมจะมีมากขึ้นจากผลของเทคโนโลยี ลักษณะที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอาจทำให้เกิดการลดการจ้างงาน หรือเทคโนโลยีที่เข้ามามีลักษณะเป็นเหมือนนายของผู้ใช้แรงงานโดยเฉพาะคนที่ทำงานในแพลตฟอร์มดิจิทัล 

แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่มีความรู้สึก ทุกอย่างเป็นไปตามโปรแกรมที่เขียนไว้ เป็นตัวเลข เป็นกําไรขาดทุน เจ้าของแพลตฟอร์มหรือผู้ใช้จึงจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงสิทธิผู้ใช้แรงงานตามกฎหมาย

โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงของการมีงานทำ การคุ้มครองแรงงานระหว่างการทำงาน และต้องแยกแยะแรงงานตามผลงานและความสามารถ ไม่มองแค่ตัวเลขรวม สิ่งเหล่านี้จะทำให้การใช้เทคโนโลยีในกระบวนการทำงานเกิดขึ้นอย่างราบรื่นสมดุล

3.การปล่อยกู้ของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกให้กับประเทศที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจจะมีเงื่อนไขด้านนโยบายที่ประเทศผู้กู้ต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา

คำวิจารณ์ในเรื่องนี้ก็เป็นแบบเดิมคือ เงื่อนไขเข้มงวดเกิน ไม่ยืดหยุ่น เช่น ตัดรายจ่ายการคลังเพื่อแก้ขาดดุล ทำให้การใช้จ่ายที่สำคัญต่อสังคม เช่น การศึกษา สาธารณสุข อาจถูกตัดทอนไปด้วย ผลคือสังคมยิ่งอ่อนแอ เหตุเพราะผู้ออกมาตรการไม่เข้าใจดีพอ ความเปราะบางของสถานการณ์

ในประเด็นนี้ในการหารือระหว่างภาคประชาสังคมกับกรรมการบริหาร (Executive Directors) ของไอเอ็มเอฟที่เป็นผู้แทนประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผมได้ให้ความเห็นไปสองเรื่อง

1.ในการหารือประจำปีกับประเทศสมาชิกเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจและนโยบาย (Article IV) ไอเอ็มเอฟควรจัดช่องทางที่ทีมไอเอ็มเอฟกับผู้แทนภาคประชาสังคมจะสามารถหารือกันได้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพื่อรับทราบข้อมูลอีกมิติหนึ่งเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ปัญหาที่ประชาชนประสบ และนโยบายรัฐในความเห็นของประชาชน ประกอบเป็นข้อมูลการประเมินเศรษฐกิจของไอเอ็มเอฟ

2.สำหรับประเทศที่ไอเอ็มเอฟให้เงินกู้ช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การกําหนดเงื่อนไขทางนโยบายให้รัฐบาลประเทศที่กู้เงินต้องปฏิบัติ (Conditionalities) ควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมสามารถมีส่วนร่วมในเรื่องที่จะมีผลกว้างขวางต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

อย่างน้อยในสองขั้นตอน คือ ขั้นตอนการออกแบบมาตรการและขั้นตอนประเมินผล การมีส่วนร่วมจะทำให้การแก้ปัญหาสามารถทำได้อย่างตรงจุดและมีโอกาสมากขึ้นที่จะประสบความสำเร็จ

สำหรับการประชุมเวทีภูมิภาคของภาคประชาสังคมที่มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาลจัดขึ้นในวันที่ 15 ต.ค. หัวข้อ “ส่งเสริมความทั่วถึง ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว และการพัฒนาที่ยั่งยืน” ประสบความสำเร็จมาก มีวิทยากรจากในประเทศและภูมิภาคเอเชียเข้าร่วม 22 คน มีผู้เข้าร่วมเวทีสัมมนา 151 คน โดยข้อคิดที่ได้คือ

บทบาทคน ‘ตัวเล็ก’ ในเวทีใหญ่ IMF-WB บทบาทคน ‘ตัวเล็ก’ ในเวทีใหญ่ IMF-WB

โลกปัจจุบันซับซ้อน ไม่แน่นอนและบริหารจัดการยาก เป็นผลจากภูมิรัฐศาสตร์ การเพิ่มของผลิตภาพที่ลดลง ภาวะโลกร้อน สังคมสูงวัย ขณะที่ความสามารถของภาครัฐและเอกชนที่จะแก้ไขปัญหาเหมือนในอดีตยิ่งวันยิ่งมีข้อจำกัด จากฐานะการคลังที่ตึงมือและความไม่พร้อมของบุคลากรในภาครัฐ จำเป็นที่ภาคประชาสังคมต้องเข้ามามีบทบาทร่วมกับภาครัฐและภาคธุรกิจในการแก้ปัญหา

ความรู้สึกของวิทยากรและผู้เข้าร่วมสัมมนา คือทุกปัญหาแก้ได้ถ้าทำจริง โลกที่ยากขึ้นทำให้ประเทศต้องปรับตัว ต้องปฏิรูปและควรทำทันทีไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤติแล้วทำ ทุกเรื่องเป็นได้ทั้งโอกาสและวิกฤติ รวมทั้งภาวะโลกร้อนและสังคมสูงวัย แต่ถ้าทำจริงจังวิกฤติก็เปลี่ยนเป็นโอกาสได้ 

การแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มทันที โดยความร่วมมือของคนในสังคม คือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ที่ต้องร่วมกันแก้ปัญหา ใช้ความรู้ที่สังคมมี แก้ปัญหา นี่คือทางออก

บทบาทคน ‘ตัวเล็ก’ ในเวทีใหญ่ IMF-WB