วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

เมื่อภาคประชาสังคมรวมตัวเพื่อประเทศ

บทบาทภาคประชาสังคมในการช่วยประเทศแก้ปัญหานับวันจะมีให้เห็นมากขึ้นๆ ส่วนหนึ่งเพราะปัญหาที่สังคมเราประสบมีหลากหลาย ซับซ้อน และสัมพันธ์กันเป็นปัญหาเชิงระบบ

ทําให้แก้ยากและไม่ทั่วถึง บางปัญหาเป็นเรื่องความเป็นความตายที่การแก้ไขต้องทําทันที

นอกจากนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นก็กระทบคนในสังคมจำนวนมากขึ้นๆ กระทบความเป็นอยู่และชีวิตประจําวัน เช่น PM2.5 ประชาชนที่ถูกกระทบจึงต้องการมีส่วนร่วมแก้ปัญหา เกิดเป็นพลังของพลเมืองที่พร้อมมีบทบาทช่วยเหลือและสนับสนุนให้ปัญหามีการแก้ไข เสริมสร้างบทบาทและพลวัตของภาคประชาสังคม

มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาลตระหนักเรื่องนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ บทบาท พลัง และศักยภาพของภาคประชาสังคม (Civil Society) ในฐานะภาคส่วนที่สามของเศรษฐกิจ (The Third Sector) ต่อจากภาครัฐและภาคเอกชน ที่จะช่วยประเทศแก้ไขปัญหาและพัฒนา ทำร่วมกับแรงสนับสนุนของภาคเอกชน 

จึงได้สร้างเครือข่ายขององค์กรภาคประชาสังคมผ่านการจัดอบรม “การบริหารองค์กรไม่แสวงหากําไรอย่างมีธรรมาภิบาล” ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน เพื่อปูพื้นฐานให้องค์กรในภาคประชาสังคมมีระบบและการบริหารจัดการที่ดี ที่จะสร้างความไว้วางใจให้กับสังคมและผู้สนับสนุน นำไปสู่ความสำเร็จของพันธกิจขององค์กร

พรุ่งนี้ วันอังคารที่ 11 สิงหาคม มูลนิธิฯ  ร่วมกับสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย และเครือข่าย จะจัดงาน The Civil Society Day หัวข้อ “ภาคประชาสังคมรวมใจเพื่อประเทศ”

เพื่อโชว์เคส บทบาทและพลังของภาคประชาสังคมในการช่วยประเทศแก้ปัญหาและช่วยเหลือสังคม

เป็นบทบาทและพลังของพลเมืองรุ่นต่างๆ ที่รวมใจกันทํางานเพื่อประเทศ จึงอยากเชิญชวนแฟนคอลัมน์และผู้อ่านทุกท่านมาร่วมงาน นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ภูมิทัศน์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียกำลังเข้าสู่บริบทใหม่ เพราะผลกระทบของหลายปัญหาที่เกิดขึ้นที่เป็นปัญหาเชิงระบบ เช่น ผลิตภาพการผลิตเติบโตลดลง สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ดิสรัปชันจากเทคโนโลยี

และฐานะการคลังที่อ่อนแอ เป็นความท้าทายทั้งต่อภาครัฐที่ต้องแก้ปัญหาและภาคเอกชนที่ต้องปรับตัว แต่จากที่ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบกว้างขวางต่อคนในสังคม 

การแก้ปัญหาให้สำเร็จจึงต้องมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน คือภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

ประเด็นนี้ทําให้บทบาทภาคประชาสังคมในปัจจุบันถูกมองในฐานะผู้ร่วมแก้ปัญหา หรือผู้ร่วมสร้างสรรค์แนวทางแก้ไขที่จะทําให้การแก้ปัญหาของประเทศประสบความสำเร็จ มากกว่ามองเป็นองค์กรการกุศลในลักษณะเดิม

ในบริบทนี้ สังคมไทยก็ไม่ต่าง ปัญหาที่สังคมเราประสบก็คล้ายกัน ฐานะการคลังของประเทศขณะนี้ก็ตึงมือ และบทบาทภาคประชาสังคมนับวันจะมากขึ้น ที่ต่างคือ พลวัตของสังคมสูงวัยของประเทศเราที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว เป็นลักษณะเด่นเชิงบวกที่มาทันเวลาและได้ช่วยเสริมให้พลังภาคประชาสังคมในการแก้ปัญหาเข้มแข็งมากขึ้น

ลักษณะเด่นแรกคือ การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของพลเมืองจากทุกช่วงวัย เป็นพลวัตจากล่างสู่บนของสังคมสูงวัยแบบ Super-aged ที่ประเทศเรามี ที่สังคมสูงวัยสร้างช่องว่างมากให้กับคนสูงวัยในการได้รับบริการสาธารณสุข การดูแลสุขภาพระยะยาว

และระบบหลักประกันทางสังคม เป็นช่องว่างที่ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีบทบาทช่วยเติมเต็ม โดยการมีส่วนร่วมของพลเมืองทั้งรุ่นซีเนียร์คือพลเมืองสูงวัยและรุ่นหนุ่มสาว

พลเมืองไทยรุ่นซีเนียร์ในปัจจุบันการศึกษา ความรู้ และสุขภาพดีกว่ารุ่นซีเนียร์ในอดีต ส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะยุติบทบาท จึงผันตัวไปสู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้นำชุมชน หรือให้ความรู้ หรือรณรงค์ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ หรือจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน หรือเป็นกําลังให้กับภาคประชาสังคมทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ 

ส่วนรุ่นหนุ่มสาวคือ รุ่นพลเมืองที่ต้องรับภาระโดยตรงจากปัญหาที่กําลังเกิดขึ้น เช่น สิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะ และกําลังแรงงานของประเทศที่ลดลงตามสังคมสูงวัย จึงพร้อมเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเพื่อลดปัญหาในอนาคต ใช้นวัตกรรมความรู้สร้างเครื่องมือแก้ปัญหาให้กับสังคม

ทําธุรกิจสตาร์ตอัปเพื่อหาคําตอบให้กับปัญหาคนสูงวัย การทํางานอาสาสมัครอย่างเป็นระบบ (Volunteerism ) และดูแลผู้ชราภาพเพื่อปิดช่องว่างในส่วนที่ภาครัฐเข้าไม่ถึง เป็นบทบาทของพลเมืองสองรุ่นในภาคประชาสังคมที่ต่างคนต่างทําหน้าที่เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งน่ายินดี

ลักษณะเด่นที่สอง มาจากการเปลี่ยนมือเจ้าของทรัพย์สิน (Wealth) จากรุ่นพ่อเจนหนึ่งหรือสองที่เป็นเจ้าของเดิม ไปสู่รุ่นลูกหลานเจนสาม คือ Gen Z/Millennials ที่เป็นเจ้าของใหม่ และมีพฤติกรรมการบริจาคและการช่วยเหลือสังคมต่างไปจากเดิม

คือรุ่นพ่อเน้นการทำบุญหรือบริจาคผ่านองค์การสาธารณกุศล ส่วนเจ้าของรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะเน้นการบริหารสินทรัพย์ครอบครัวอย่างเป็นระบบ ผ่านการจัดตั้งสํานักงานครอบครัว (Family Office) 

โดยมองไปถึงการลงทุน บทบาททางสังคมของครอบครัว และการมีส่วนร่วมกับภาคประชาสังคมอย่างมียุทธศาสตร์ ชอบร่วมแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่าบริจาค หรือใช้เทคโนโลยีขยายผลความสำเร็จระดับชุมชนไปสู่โลก ทำให้ภาคประชาสังคมได้ประโยชน์ มีหุ้นส่วนใหม่ และมีแหล่งเงินทุนระยะยาวที่จะสนับสนุนงานของภาคประชาสังคม 

ขณะเดียวกันก็ทำให้องค์กรในภาคประชาสังคมต้องยกระดับการบริหารจัดการองค์กรให้เป็นระบบ โปร่งใส มีธรรมาภิบาล เพื่อให้ได้ประโยชน์จากโอกาสและเงินสนับสนุนเหล่านี้

เมื่อภาคประชาสังคมรวมตัวเพื่อประเทศ

งาน“ภาคประชาสังคมรวมใจเพื่อประเทศ” ในวันที่ 11 สิงหาคม จัดที่ห้องประชุมอาจารย์ศุกรีย์ ชั้น 3 อาคาร B ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถ.รัชดาภิเษก งานเริ่มเวลา 08.45 น. ด้วยพระธรรมเทศนาโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ ตามด้วย ปาฐกถาพิเศษ “มุมมองภาคเอกชนกับการรักษาประเทศ” โดย คุณบัณฑูร ล่ำซำ รองประธานมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ 

จากนั้นมีการเสวนาสามหัวข้อในช่วงเช้าและบ่าย โดยวิทยากรและผู้ที่ทำงานจริงในภาคประชาสังคมจากทุกช่วงวัย ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยลงทะเบียนตาม QR Code หรือคลิก link นี้ เพราะที่นั่งเหลือจำกัด หวังว่าจะได้พบกันซึ่งคงต้องรีบหน่อย

เมื่อภาคประชาสังคมรวมตัวเพื่อประเทศ เมื่อภาคประชาสังคมรวมตัวเพื่อประเทศ