การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ มีการหารือเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในหลากหลายประเด็น
ครอบคลุมทั้งการกำกับดูแล AI ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการนำ AI มาใช้สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม แต่ยังเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เศรษฐกิจ และอนาคตของตลาดแรงงานทั่วโลก
Anthropic เรียกร้องให้เร่งกำกับดูแล AI อย่างเข้มงวด
Jack Clark ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง โดยเปรียบเทียบการปล่อยให้บริษัทพัฒนา AI โดยปราศจากกฎหมายที่รัดกุมว่า ไม่ต่างจากการปล่อยรถแข่ง Formula One วิ่งบนถนนในเวลากลางคืนโดยไม่มีเบรกและราวกั้นเพื่อความปลอดภัย
ในการประชุมเขาระบุว่า เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ของเล่นซึ่งซื้อให้ลูกยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าเทคโนโลยีที่อาจพัฒนาไปสู่ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในหลายด้าน ทั้งที่เทคโนโลยีดังกล่าวกำลังได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ทิศทางนโยบายของประเทศมหาอำนาจ โดยประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ สนับสนุนแนวทางให้ภาคอุตสาหกรรมกำกับดูแลกันเองมากกว่าการออกกฎระเบียบจากภาครัฐ
ขณะที่จีนไม่ได้แสดงจุดยืนต่อต้านการกำกับดูแลในลักษณะเดียวกัน ความไม่ชัดเจนด้านเจตจำนงทางการเมืองทำให้การพัฒนา AI เดินหน้าอย่างรวดเร็ว โดยยังมีข้อกังวลว่ามาตรการป้องกันความเสี่ยงอาจไม่ทันต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
Anthropic สนับสนุนให้รัฐบาลมีบทบาทในการกำกับดูแล และเสนอความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อชะลอการพัฒนา AI ที่ทรงพลัง อย่างไรก็ตาม การดำเนินการยังเผชิญข้อจำกัดจากการแข่งขันระหว่างบริษัทเทคโนโลยี ที่ต่างเร่งพัฒนานวัตกรรมและดึงดูดเงินลงทุนเพื่อก้าวนำคู่แข่ง
G7 เตรียมฝึกจำลองสถานการณ์รับมือการโจมตีไซเบอร์ด้วย AI
รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G7 เห็นชอบให้จัดการฝึกจำลองสถานการณ์ (Tabletop Exercises) เพื่อทดสอบความพร้อมในการรับมือการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจเกี่ยวข้องกับ AI โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมวิเคราะห์สถานการณ์สมมติ ทดสอบการตัดสินใจ และประเมินการประสานงานระหว่างหน่วยงานและประเทศต่าง ๆ
ผลการฝึกจะนำไปใช้ปรับปรุงคู่มือและแผนรับมือเหตุการณ์ (Incident Response) รวมถึงอาจขยายความร่วมมือไปยังสถาบันการเงินภาคเอกชน เพื่อยกระดับความพร้อมของระบบการเงินในภาพรวม แนวทางสำคัญประกอบด้วย
- ความร่วมมือข้ามพรมแดน (Cross-border Coordination) เพื่อให้การประสานงานระหว่างประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
- การทบทวนแผนรับมือเหตุการณ์ (Incident Response Plan) เพื่อทดสอบความชัดเจนของบทบาท หน้าที่ และขั้นตอนการตัดสินใจ
- การทดสอบการกู้คืนระบบ (Cyber Recovery) เพื่อให้ระบบสำคัญสามารถกลับมาให้บริการได้หลังเกิดการโจมตี
- การรักษาความต่อเนื่องของบริการทางการเงิน (Critical Financial Services) เพื่อจำกัดผลกระทบต่อระบบการเงินและรักษาเสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability)
ประเด็นนี้สะท้อนว่า การรับมือภัยไซเบอร์ในยุค AI ไม่สามารถพึ่งพาความสามารถขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการเตรียมพร้อมร่วมกันทั้งในระดับองค์กร อุตสาหกรรม และระหว่างประเทศ
เตือนความเสี่ยง AI Malware ที่อาจแพร่กระจายตัวเองได้
ความกังวลเกี่ยวกับมาตรการควบคุมความเสี่ยงของ AI (AI Guardrails) เพิ่มสูงขึ้น หลังโมเดลจาก OpenAI และ Anthropic เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยระหว่างการทดสอบ
ขณะเดียวกัน รายงานจาก Anthropic เตือนถึงความเป็นไปได้ที่โมเดล AI ขนาดเล็กอาจพัฒนาความสามารถในการสร้างมัลแวร์ที่ทำสำเนาตัวเองและแพร่กระจายผ่านเครือข่ายได้ โดยอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่เดือนหรือภายในสิ้นปี 2026 ทั้งนี้ เป็นการประเมินความเสี่ยงในอนาคต ไม่ใช่การยืนยันว่ามีภัยคุกคามดังกล่าวแพร่ระบาดแล้ว
มัลแวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-powered Malware) อาจมีความสามารถในการทำสำเนาตัวเอง (Self-replication) และแพร่กระจายโดยอัตโนมัติ (Autonomous Propagation) ไปยังอุปกรณ์หรือระบบอื่นที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หากสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้สำเร็จ
ช่องทางการแพร่กระจายที่น่ากังวล มัลแวร์อาจอาศัยช่องโหว่ของอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอ่อนแอ เช่น กล้อง โทรทัศน์ เตาอบ และเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะ ก่อนเคลื่อนย้ายไปยังอุปกรณ์อื่นผ่านเครือข่าย รวมถึงพยายามหลบเลี่ยงการตรวจจับ (Detection Evasion)
นอกจากนี้ ฝูง AI Agent (AI Agent Swarms) ที่ทำงานร่วมกันอาจเพิ่มความซับซ้อนของภัยคุกคาม หากถูกนำไปใช้ในการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์และศูนย์ข้อมูล (Data Centers)
เหตุใดจึงเป็นความเสี่ยงสำคัญ การแพร่กระจายโดยอัตโนมัติอาจทำให้การควบคุมและจำกัดวงความเสียหาย (Containment) ทำได้ยากขึ้น เพราะอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจำนวนมากอาจกลายเป็นช่องทางเข้าสู่ระบบ ขณะที่การปิดกั้นระบบหรือควบคุมจากจุดใดจุดหนึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะหยุดการแพร่กระจายทั้งหมด
ผู้บริหารควรเสริมความปลอดภัยของอุปกรณ์และเครือข่ายด้วยการอัปเดตระบบและแก้ไขช่องโหว่อย่างสม่ำเสมอ จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงและแบ่งแยกเครือข่าย (Least Privilege & Network Segmentation) เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติอย่างต่อเนื่อง (Continuous Monitoring)
และเตรียมแผนรับมือเหตุการณ์และฟื้นฟูระบบ (Incident Response & Recovery) เพื่อจำกัดการแพร่กระจายและลดความเสียหายจากภัยคุกคาม AI ที่อาจทำงานและแพร่กระจายได้โดยอัตโนมัติ
World Bank และ IMF ชูแนวคิด Small AI เพื่อสร้างงานและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ
การประชุม World Bank Group และ IMF ปี 2026 ที่กรุงเทพฯ เน้นใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างงาน โดยเยาวชนในประเทศกำลังพัฒนา 1.2 พันล้านคนจะเข้าสู่วัยทำงานใน 15 ปีข้างหน้า ขณะที่งานทั่วโลก 40% อาจได้รับผลกระทบจาก AI ตามการประเมินของ IMF
แนวคิด Small AI คือ AI ขนาดเล็ก ต้นทุนต่ำ และเหมาะกับงานเฉพาะด้าน เข้าถึงได้ผ่านสมาร์ตโฟนและภาษาท้องถิ่น ช่วยเพิ่มโอกาสให้เกษตรกร SMEs และบุคลากรด่านหน้า การนำ AI มาใช้ควรมุ่งแก้ปัญหาจริง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างงานที่มีคุณภาพ
และการใช้ AI เสริมศักยภาพมนุษย์ พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ลดการพึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียว และส่งเสริมธรรมาภิบาล ความรู้เท่าทัน AI ตลอดจนการป้องกันกลโกงออนไลน์และ Deepfake เพื่อกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำ AI มาใช้ให้แพร่หลาย แต่คือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ เพิ่มผลิตภาพ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยมีการพัฒนาทักษะแรงงานและธรรมาภิบาลที่น่าเชื่อถือรองรับ การพัฒนา AI ที่ทรงพลังต้องดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแล มาตรการควบคุมความเสี่ยง และความร่วมมือระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน องค์กรควรเตรียมพร้อมรับมือภัยไซเบอร์ที่อาจมีความสามารถในการดำเนินการและแพร่กระจายโดยอัตโนมัติ พร้อมทดสอบแผนตอบสนองและฟื้นฟูระบบอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับการลงทุนด้าน AI ควรมุ่งสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและพัฒนาศักยภาพบุคลากรควบคู่กัน เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน ความท้าทายของผู้บริหารจึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ความมั่นคงปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคม





![ดร.พีรเดช ณ น่าน | กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ dr.digitalinnovation [at] gmail [dot] com](https://image.bangkokbiznews.com/images/default.jpg?x-image-process=style/XS)