วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

จีนเปลี่ยนวัย ไทยต้องเปลี่ยนวิธีเติบโต

ประชากรจีนกำลังลดลงและสูงวัยขึ้น ประเทศไทยที่ค้าขาย รับนักท่องเที่ยว และเชื่อมการผลิตกับจีน จึงต้องทบทวนว่าจะเติบโตจากลูกค้ากลุ่มใด และสร้างคุณค่าเพิ่มได้ตรงไหน

ข้อมูลประชากรทั้งปีล่าสุดของสำนักสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า ปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่ 7.92 ล้านคน ขณะที่ผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 11.31 ล้านคน ประชากรลดลง 3.39 ล้านคน เหลือ 1,404.89 ล้านคน และคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วน 23% [1]

ขณะเดียวกัน รายงานธนาคารโลกเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่า การลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงและการส่งออกยังพยุงเศรษฐกิจจีน ท่ามกลางความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอและผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย [2] 

ภาพนี้ทำให้ไทยต้องประเมินจีนพร้อมกันในฐานะตลาด คู่แข่ง และนักลงทุน เพราะโอกาสขายสินค้าเปลี่ยนไปได้ ขณะที่แรงแข่งขันและเงินลงทุนยังเดินหน้าต่อ

แยกเรื่องวัย … ออกจากเรื่องกำลังซื้อ

ประชากรเป็นแรงเปลี่ยนแปลงระยะยาว กระทบจำนวนแรงงาน ภาระบำนาญ และประเภทสินค้าที่ครัวเรือนต้องการ ส่วนยอดสั่งซื้อที่ขึ้นลงในแต่ละเดือนยังขึ้นกับรายได้ ความเชื่อมั่น ราคา และนโยบายการค้า

งานวิจัยเศรษฐศาสตร์ประชากรของ Boele Bonthuis และคณะ ในชุด IMF Working Papers ปี 2569 ชี้ว่า สังคมสูงวัยกดดันการเติบโตและการคลัง ขณะที่การปรับอายุเกษียณช่วยบรรเทาแรงกดดันได้บางส่วน [3] 

สำหรับไทย นี่เป็นเหตุผลให้ปรับแผนระยะยาวควบคู่กับการติดตามภาวะตลาดปัจจุบัน

ตามให้ทัน … การใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป

หากเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง สินค้าที่พึ่งจำนวนเด็ก เช่น ของใช้ทารก ย่อมเผชิญข้อจำกัดด้านฐานลูกค้า ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยต้องพิจารณาการย้ายเข้าเมือง รายได้ และภาวะอสังหาริมทรัพย์ประกอบด้วย

อีกด้านหนึ่ง จีนมีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัยตั้งแต่ปี 2567 ครอบคลุมอาหารสำหรับผู้สูงอายุ อุปกรณ์ช่วยดำรงชีวิต การปรับบ้าน และการท่องเที่ยว [4]  

ผู้ผลิตไทยจึงควรศึกษาสินค้าที่ใช้ง่าย บรรจุภัณฑ์เปิดสะดวก และบริการที่ตอบโจทย์ครอบครัว โดยต้องรู้ด้วยว่าใครเป็นผู้จ่ายเงิน และจ่ายไหวเท่าใด ลูกหลานอาจเป็นคนเลือกซื้อให้ จึงต้องออกแบบช่องทางขายให้เข้าถึงทั้งผู้ใช้และผู้ซื้อ

ข้อมูลส่งออกไทยเดือนสิงหาคม 2569 แสดงความต่างระหว่างสินค้าอย่างชัดเจน ตลาดจีนขยายตัว 15.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน โดยผลไม้และอุปกรณ์โทรศัพท์เติบโต ขณะที่คอมพิวเตอร์ ยางพารา และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหดตัว [5]

ผู้ส่งออกจึงควรแยกสินค้าที่ขายให้ผู้บริโภคออกจากวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่เข้าโรงงานจีน พร้อมอ่านฤดูกาลผลผลิต รอบการผลิต และราคา การใช้ตัวเลขประชากรอธิบายยอดขายทุกหมวดอาจนำไปสู่การลงทุนผิดทาง

แข่งขันกับจีน … เชื่อมประโยชน์จากทุนจีน

แรงงานที่ลดลงทำให้จีนมีโจทย์ด้านต้นทุน แต่เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเปิดทางให้เพิ่มผลิตภาพได้ ไทยจึงต้องเตรียมรับการแข่งขันจากผู้ผลิตจีนต่อไป ทั้งในตลาดไทยและตลาดส่งออก ผู้ผลิตไทยอาจเผชิญแรงกดดันด้านราคาและเสียลูกค้า แม้จีนยังนำเข้าสินค้าบางหมวดเพิ่มขึ้น 

สำหรับ SME  การปรับตัวควรเริ่มจากคุณภาพที่สม่ำเสมอ การตรวจสอบย้อนกลับ การส่งมอบ และบริการหลังการขาย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรักษาลูกค้าและกำไร 

ด้านการลงทุน บีโอไอรายงานว่า นักลงทุนจีนยื่นขอส่งเสริมการลงทุนในไทยช่วงครึ่งแรกปี 2569 จำนวน 321 โครงการ มูลค่า 45,766 ล้านบาท [6] ตัวเลขนี้เป็นคำขอ จึงยังต้องติดตามการลงทุนจริง รวมถึงคำสั่งซื้อที่ถึงผู้ผลิตไทย การฝึกคน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

โจทย์นี้เชื่อมถึงอาเซียน ซึ่งมีการค้ากับจีนคิดเป็น 20.1% ของการค้าสินค้ารวมในปี 2567 [7] ผลกระทบต่อแต่ละประเทศจะต่างกันตามสินค้าและความพร้อมของฐานผลิต

สำหรับไทย เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย การเชื่อมการผลิตกับจีนเปิดโอกาสรับคำสั่งซื้อ พร้อมกับเพิ่มการแข่งขันเพื่อดึงลงทุน

ธุรกิจไทยควรใช้เครือข่ายภูมิภาคร่วมผลิตและกระจายลูกค้า ขณะที่นโยบายดึงลงทุนต้องให้ความสำคัญกับทักษะแรงงาน พลังงาน และโลจิสติกส์ เพื่อให้ไทยมีคุณค่าต่อห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น

บริการ … ต้องสร้างความไว้ใจ

ธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ให้ความเห็นที่เผยแพร่เมื่อ 4 มิถุนายน 2569 ว่า ความกังวลด้านความปลอดภัยและต้นทุนเดินทางที่สูงขึ้นกระทบตลาดจีน [8] เรื่องนี้แสดงให้เห็นปัจจัยที่ธุรกิจและรัฐต้องเร่งแก้ในปัจจุบัน ควบคู่กับการเตรียมบริการรองรับสังคมสูงวัย

โรงแรมและบริษัททัวร์ควรพิจารณาเส้นทางที่เดินสะดวก จังหวะเที่ยวที่เหมาะสม และการสื่อสารภาษาจีนที่ชัดเจน ส่วนบริการสุขภาพต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและราคา โอกาสจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ใช้บริการและครอบครัวเห็นคุณค่าที่จ่ายไหว

ไทยเองก็มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น [9] การขยายบริการจึงต้องเตรียมบุคลากรและใช้เทคโนโลยีช่วยงานควบคู่กัน มิฉะนั้นโอกาสจากลูกค้าที่มากขึ้นอาจติดข้อจำกัดเรื่องคนทำงาน

การเปลี่ยนวัยของจีนจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ไทยทบทวนวิธีเติบโต ตั้งแต่เข้าใจลูกค้า เพิ่มผลิตภาพ ไปจนถึงทำให้การลงทุนสร้างรายได้ในประเทศ

บทความชุดนี้จะติดตามเรื่องเหล่านี้ต่อ ตั้งแต่ผู้ส่งออกที่ต้องรักษากำไร การแข่งขันกับสินค้าจีน ประโยชน์ที่ธุรกิจไทยได้รับจากทุนจีน ไปถึงการท่องเที่ยวและบริการสูงวัย โดยตอนถัดไปจะเริ่มจากคำถามใกล้ตัวว่า ทุนจีนที่เข้ามา ใครได้งาน และใครได้คำสั่งซื้อ

แหล่งข้อมูลประกอบการอ้างอิง

  1. สำนักสถิติแห่งชาติจีน NBS: รายงานเศรษฐกิจและประชากรปี 2025,19 มกราคม 2569 และ แถลงการณ์สถิติประจำปี, 28 กุมภาพันธ์ 2569, จำนวนประชากร การเกิด การเสียชีวิต และสัดส่วนอายุ 60 ปีขึ้นไป ขอบเขตประชากรไม่รวมฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน และชาวต่างชาติตามนิยาม NBS
  2. ธนาคารโลก: Rebalancing Growth: China Economic Update, 7 กรกฎาคม 2569, บทบาทเทคโนโลยี การส่งออก ความต้องการภายใน และพฤติกรรมระมัดระวังการใช้จ่าย
  3. งานวิจัยเศรษฐศาสตร์ประชากร: Population Aging and Pension Reforms in China  WP/26/27 โดย Boele Bonthuis, Yongquan Cao และ Christoph Freudenberg, กุมภาพันธ์ 2569 
  4. นโยบายเศรษฐกิจสูงวัยของจีน: เอกสารสำนักงานคณะรัฐมนตรีจีน 国办发〔2024〕1号, 15 มกราคม 2567, ช่องทางซื้อ ผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ช่วยดำรงชีวิต ท่องเที่ยว และการปรับบ้าน
  5. กระทรวงพาณิชย์: ข่าวแถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศเดือนสิงหาคม 2569, 25 กันยายน 2569, “ตลาดจีน” ตัวเลขและทิศทางรายสินค้าในบทความเป็นการส่งออกไปจีนเฉพาะเดือนสิงหาคม อัตราเติบโตอ้างอิงมูลค่าดอลลาร์สหรัฐ
  6. บีโอไอ: ผลการขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งแรกปี 2569, 321 โครงการและ 45,766 ล้านบาทของนักลงทุนจีน ซึ่งเป็น ยอดคำขอรับการส่งเสริม ไม่ใช่เงินลงทุนจริง
  7. สำนักเลขาธิการอาเซียน: ASEAN–China Economic Relations, ข้อมูลการค้าปี 2567 และ ASEAN Investment Report 2025, บริบทห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาค
  8. ความเห็นผู้ประกอบการท่องเที่ยว: รายงานฐานเศรษฐกิจ 4 มิถุนายน 2569, ความปลอดภัยและต้นทุนเดินทาง
  9. สำนักงานสถิติแห่งชาติไทย: เครื่องชี้ภาวะสังคม 2568 ตาราง 1.1.3, แนวโน้มสัดส่วนผู้สูงอายุไทย โดยข้อมูลในตารางครอบคลุมปี 2563-2567