ยกเลิกลูกคนเดียวยังเอาไม่อยู่ เด็กจีนจ่อเกิด ‘ต่ำกว่า 9 ล้านคนครั้งแรก’

จีนกำลังเผชิญสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ ‘อาจร่วงต่ำกว่า 9 ล้านคน’ เป็นครั้งแรกในปี 2025 ท่ามกลางคนรุ่นใหม่ที่ไม่แต่งงาน ไม่มั่นคงทางอาชีพ และแบกรับต้นทุนการเลี้ยงดูบุตรที่สูงลิ่ว
เว็บไซต์นิกเคอิ เอเชียรายงานว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ในจีนอาจ “ลดลงต่ำกว่า 9 ล้านคนเป็นครั้งแรก” ในปี 2025 โดยมีสาเหตุหลักมาจากจำนวนการแต่งงานของคนรุ่นใหม่ที่ลดลง และแนวโน้มการจ้างงานที่แย่ลง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตามการคาดการณ์ของเหล่าผู้เชี่ยวชาญ
ในขณะที่เดือนมกราคมนี้ ครบรอบ 10 ปีของการยุตินโยบายลูกคนเดียว รัฐบาลจีนกำลังออกมาตรการเพื่อส่งเสริมการแต่งงาน และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร
อย่างไรก็ตาม จำนวนเด็กเกิดใหม่ยังคงลดลงเหลือ 9.56 ล้านคนในปี 2022 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ต่ำกว่า 10 ล้านคน นับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 และลดลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.02 ล้านคนในปี 2023
จากนั้น จำนวนการเกิดเพิ่มขึ้น 6% ในปี 2024 มาอยู่ที่ 9.54 ล้านคน โดยการฟื้นตัวดังกล่าวถูกมองว่าเป็นผลจากการยุตินโยบายโควิดเป็นศูนย์ และการยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ในปี 2023 ซึ่งช่วยให้การจดทะเบียนสมรสเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม จำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2024 ยังคงอยู่เพียงครึ่งเดียวของจุดสูงสุดล่าสุดที่เกิดขึ้นในปี 2016
หากจำนวนการเกิดในปี 2025 ลดลงต่ำกว่า 9 ล้านคนจริงตามที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ ก็จะเป็นสถิติต่ำสุดครั้งใหม่อีกครั้ง
เหอ หย่าฝู นักประชากรศาสตร์จากสถาบันคลังสมองด้านการวิจัยประชากร YuWa ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อจีนว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2025 มีความเป็นไปได้ “เกือบแน่นอน” ที่จะต่ำกว่า 9 ล้านคน
ขณะที่อี้ ฝูเซียน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–เมดิสันเชื่อว่า ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงต่ำกว่า 8 ล้านคน เหลือราว 7.3 ล้านคน
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากชี้ว่า การลดลงของการแต่งงานในปี 2024 เป็นปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังจำนวนการเกิดที่ลดลง เนื่องจากการมีบุตรนอกสมรสในจีนเกิดขึ้นน้อยมาก ทำให้ตัวเลขการแต่งงานมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับแนวโน้มการเกิด โดยการจดทะเบียนสมรสลดลงถึง 20% เมื่อเทียบรายปี เหลือเพียง 6.1 ล้านคู่ในปี 2024 ซึ่งต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของระดับเมื่อ 10 ปีก่อน
ประมาณ 80% ของคู่สมรสที่จดทะเบียนแต่งงานในจีนอยู่ในช่วงอายุ 20–30 ปี สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่เลือกแต่งงานน้อยลง โดยค่านิยมที่คาดหวังให้ฝ่ายชายต้องมีที่อยู่อาศัย และจ่ายค่าสินสอด กลายเป็นภาระทางการเงินที่หนักหน่วง ประกอบกับสภาพการจ้างงานที่ย่ำแย่ลง และความไม่แน่นอนจากปัญหาเศรษฐกิจ ก็ยิ่งทำให้คนหนุ่มสาวลังเลที่จะเข้าสู่การแต่งงาน
ไม่เพียงเท่านั้น ต้นทุนการเลี้ยงดูบุตรที่สูง เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนการตัดสินใจมีลูก โดยผลสำรวจของสถาบันวิจัยประชากร YuWa ซึ่งเผยแพร่ในปี 2024 ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยทั่วประเทศในการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่เกิดจนจบมัธยมปลาย อยู่ที่ราว 70,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.2 ล้านบาท) ขณะที่ในกรุงปักกิ่ง และนครเซี่ยงไฮ้ ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่า 127,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 4 ล้านบาท)
หากจำนวนเด็กเกิดใหม่ ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง จีนอาจเผชิญ “ภาวะขาดแคลนแรงงาน” ในระยะกลางถึงระยะยาว และเมื่อจำนวนผู้บริโภคลดลง ประเทศก็อาจเข้าสู่ “วงจรเศรษฐกิจถดถอย” รัฐบาลจึงตอบสนองด้วยการออกมาตรการจูงใจให้ประชาชนแต่งงานและมีบุตร
ขณะนี้ รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งยังออกมาตรการสนับสนุนของตนเอง ในบางพื้นที่ของเมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ ได้เริ่มให้เงินอุดหนุนสูงสุดถึง 80,000 หยวน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 แก่คู่รักที่แต่งงานเป็นครั้งแรก หากมีทะเบียนบ้านอยู่ในพื้นที่ และจะให้เงินเพิ่มอีก 120,000 หยวน หากฝ่ายภรรยาให้กำเนิดบุตร
นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นยังอุดหนุนการซื้อที่อยู่อาศัย เมืองเทียนเหมิน ในมณฑลหูเป่ยตอนกลาง เริ่มให้เงินอุดหนุน 60,000 หยวน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 สำหรับคู่แต่งงานใหม่ที่ซื้อบ้านสร้างใหม่ในเมือง
อ้างอิง: nikkei
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์







