วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

IMF ปรับขึ้น GDP ไทย ท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้าน

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยหลังจากที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ใช้เวทีประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ

ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2.1% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นจากเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 1.5% ในเดือนเม.ย. โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการส่งออกสินค้ากลุ่มฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่ตลาดแรงงานในประเทศ IMF มองว่ายังแข็งแกร่งเพราะมีอัตราว่างงานต่ำเพียง 1% การปรับ GDP ของไทยขึ้นจึงนับเป็นข่าวดีสะท้อนถึงความยืดหยุ่นและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ถ้าเจาะดูไส้ในของรายงานฉบับนี้แล้ว เราเห็นว่ามีประเด็นเชิงโครงสร้างที่น่ากังวลอยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากตัวเลข 2.1% ยังคงเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ 2.4% ที่สำคัญยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 นอกจากนี้ยังมีจุดที่เราควรต้องเฝ้าระวังอย่างมาก คือ ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ส่งสัญญาณสุ่มเสี่ยงจะพลิกกลับมาติดลบ -1.2% ของ GDP ในปีนี้ จากที่เคยเกินดุล 3% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 2.1% จากเดิมที่ติดลบ 0.1% ในปีก่อนหน้า บ่งชี้ว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเผชิญแรงหน่วงรอบด้าน

ความเสี่ยงอีกประเด็นที่  IMF ออกมาเตือน คือ แรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการปรับฐานของอุตสาหกรรม AI โลก แม้ว่าปัจจุบันการส่งออกสินค้าฮาร์ดแวร์ AI จะเป็นตัวช่วยชดเชยต้นทุนพลังงานและพยุงดุลการค้าของไทย แต่รายงานเสถียรภาพการเงินโลก (GFSR) ของ IMF ชี้ว่า หากตลาด AI เกิดการปรับฐานจากราคาและผลตอบแทนที่สูงเกินจริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภาคการส่งออกเท่านั้น แต่อาจลุกลามไปบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว เร่งให้เงินทุนไหลออกจากประเทศได้
    
ขณะเดียวกัน ฝั่งนโยบายการคลังของไทยก็กำลังเผชิญข้อจำกัดรุนแรงจากพื้นที่ทางการคลังที่เหลือน้อยเต็มทน ซึ่งก็เป็นผลจากการอัดเงินเยียวยาในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา ประกอบกับภาระหนี้สาธารณะและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐสูงขึ้นตามไปด้วย IMF จึงส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังให้รัฐบาลไทยหาทางรัดเข็มขัดทางการคลัง ลดยอดขาดดุลงบประมาณ ยุติมาตรการแจกเงินแบบหว่านแห และเปลี่ยนไปใช้นโยบายอุดหนุนเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง และต้องมีกรอบเวลาชัดเจน เพื่อเก็บเครื่องมือการคลังไว้รับมือกับวิกฤติระลอกใหม่
    
เรามองว่าการปรับเพิ่ม GDP ไทยของ IMF เป็น 2.1% แม้จะเป็นข่าวดีที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระยะสั้น แต่ยังมีความเสี่ยงอีกหลายเรื่องที่รุมเร้าอยู่รอบด้าน ดังนั้นเราจึงควรใช้โอกาสนี้เร่งเตรียมความพร้อม เร่งสะสมพื้นที่การคลังให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ลดนโยบายที่กระตุ้นแบบหว่านแห เพราะไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่าวิกฤติครั้งใหม่จะมาในรูปแบบใดและมาเมื่อใด การเตรียมความพร้อมดูแลฐานะการคลังให้ดีขึ้น สร้างความยั่งยืนในระยะยาว จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ