วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

รู้มากขึ้น แต่ทำเหมือนเดิม

คนเก่งรอบโลกแวะเวียนมาบ้านเราอยู่เสมอ การประชุมประจำปีของธนาคารโลก และกองทุนระหว่างประเทศในกรุงเทพมหานคร ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของโอกาสที่บ้านเราจะได้ความรู้ใหม่ๆ จากคนเก่งๆ

โดยเป็นความรู้ที่ผ่านการกลั่นกรองจากกระบวนการวิจัย กลั่นกรองจากประสบการณ์นับทศวรรษ และส่วนใหญ่ก็เป็นความรู้ที่บอกกล่าวต่อสาธารณะ ไม่ได้เก็บเงินทองแต่อย่างใด 

ความรู้คล้ายกันนี้ บางทีกว่าจะได้มาก็ต้องเสียเงินภาษีไปว่าจ้างที่ปรึกษามาบอกด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ แต่น่าอนาถที่ความรู้ดีๆ ที่ได้มาเกือบจะฟรี มักไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์กันอย่างจริงจัง ได้รู้มาแล้วก็แค่เอาไปคุยกันต่อในเวทีต่างๆ บ้าง สื่อมวลชนเผยแพร่ต่อไปบ้าง คนใหญ่คนโตพูดถึงบ้าง

ทั้งความรู้ใหม่ และความรู้เก่าดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว ต่างสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เพียงเพราะวัฒนธรรมภาวะผู้นำที่แปลกๆ อย่างหนึ่งในบ้านเรา คือ ขึ้นมาเป็นผู้นำเมื่อใดแล้ว ฉันต้องเป็นผู้รู้ดีไปหมดทุกเรื่อง 

คำว่าผู้นำไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้บริหารองค์กรต่างๆ แต่รวมไปถึงผู้ที่ทำบทบาทนำในบริบทต่างๆ ด้วย วิทยากรรายการการเมืองผู้โด่งดัง สามารถเป็นผู้วิจารณ์สารพัดเรื่องนอกเหนือวงการการเมืองได้ คุณครูหน้าชั้น ที่จบเอกพลศึกษา สามารถชี้นกชี้ไม้เรื่องกฎหมายก็ได้ 

เรามีความเชื่อกันว่า ผู้นำต้องรู้ดีไปเสียทุกอย่าง วาทะผู้นำกลายเป็นเสมือนเข็มทิศนำทางการทำงานไปได้แทบทุกหน้าที่การงาน ความเชื่อว่าผู้นำไม่มีขีดจำกัดเรื่องขีดความสามารถ ไม่มีขีดจำกัดด้านความรู้ กลายเป็นกำแพงกีดกันความรู้ใหม่ๆ ไม่ให้มีการนำมาใช้งานอย่างจริงจัง 

น้ำท่วมซ้ำซาก แทนที่จะใช้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่มีทั้งในบ้านเราและบ้านอื่น กลับใช้มโนของผู้นำบางคนมาแก้ปัญหา ถึงเวลาที่เราต้องเลิกวัฒนธรรม ผู้นำรู้ดีทุกเรื่องกันได้แล้ว วันนี้โลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่คาดคิดไว้ วาทะของเถระ ต้องสำคัญน้อยกว่าหลักการทางวิชาการ และธรรมชาติ

ถ้าธนาคารโลกบอกว่าอย่างนี้ ที่เคยทำมาแต่เดิมเป็นอย่างนั้น พอขึ้นมาเป็นผู้นำแล้ว ไปเชื่อกันว่า ผู้นำต้องสร้างความแตกต่างไปจากที่มีอยู่เดิม ต้องสร้างความแตกต่างที่มาจากการที่ผู้นำรู้ดีทุกเรื่อง เลยทำให้เราเสียโอกาสที่จะนำความรู้เดิม ที่คิดค้นไว้โดยผู้นำคนก่อนมาใช้ เพราะถ้าใช้แล้วผู้นำใหม่จะไม่ปรากฏความแตกต่างให้ผู้คนพบเห็น ความรู้ใหม่จากธนาคารโลกก็เสียไปเปล่าๆ อีก 

เพราะผู้นำบ้านเราต้องรู้ดีกว่าผู้เชี่ยวชาญจากบ้านอื่น เราจึงต้องแตกต่างจากที่เขาบอกไว้ กลายเป็นการสำเนาความรู้แบบไม่ครบถ้วน ตัดตรงนั้น ตัดตรงนี้ พอเอาไปใช้งานเลยไม่ได้ผล แถมยังสร้างปัญหาข้างเคียงเพิ่มขึ้นมาอีก เลิกคิดกันเสียทีว่า ผู้นำคนใหม่ต้องมากับมีการสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีอยู่ให้ความแตกต่างเกิดขึ้น

ความเชื่อแปลกๆ ที่ว่าผู้นำรู้ดีไปหมดทุกเรื่อง ทำให้ผู้นำต้องทำท่าทางว่ารู้ดีในเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้ใหม่ๆ เหล่านั้น กูรูระดับโลกเป็นร้อยคนช่วยกันคิด ช่วยกันสังเคราะห์ขึ้นมา ผู้นำบ้านเราต้องเก่งเกินกูรูผู้ได้รับรางวัลโนเบล จนสามารถบอกได้ว่า ความรู้ใหม่เป็นอย่างไร ใช้ได้ใช้ไม่ได้ในบ้านเราเพราะอะไร 

ถ้าทำได้จริงๆ บ้านเราคงไม่มีปัญหาเดิมๆ ซ้ำซากเช่นทุกวันนี้ เมื่อใดก็ตามที่มีผู้รู้มาบอกกล่าวความรู้ให้ได้ทราบ ผู้นำต้องรู้จริงในเรื่องนั้น รู้เองไม่ได้ก็ต้องมีคนรอบตัวที่รู้จริงๆ ในความรู้ใหม่ๆ นั้น

บ้านเราจดจำการป่าวประกาศการริเริ่มใหม่ๆ ผู้นำแค่พูดเรื่องใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากที่มีอยู่เดิม แต่บ้านเราไม่อดทนจดจำกันว่า ที่ป่าวประกาศไว้นั้น กลายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงมากน้อยเพียงใด

ทุกเวทีจึงเริ่มต้นด้วยการที่ผู้นำมาประกาศเรื่องใหม่ ประกาศทิศทางใหม่ หรือประกาศอะไรก็ตามแต่ที่ดูดี แต่ไม่มีเวทีให้ประกาศผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง จากกิจกรรมที่มาจากการป่าวประกาศนั้น ประกาศไปสองปีก่อนว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง นับได้สักห้าสิบหกสิบเรื่อง สองปีผ่านไปไม่มีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น 

ถ้าอยากให้ความรู้ใหม่จากทั่วโลกเกิดอานิสงส์ขึ้นมา ต้องเปลี่ยนความเชื่อจาก ปากเป็นเอก มีอะไรก็ป่าวประกาศไปก่อน เลขเป็นโท คือข้อมูลยืนยันความสำเร็จนั้นไม่ต้องให้ความสำคัญในระดับแนวหน้า มาเป็นเลข แสดงหลักฐาน เป็นเอก ปากเป็นโท คือจะประกาศอะไรก็ต้องมีหลักฐานชัดเจน

เมื่อความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ รายงานระดับโลกและบทเรียนจากทั้งในและต่างประเทศไม่สามารถเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และผลลัพธ์ของเราได้ ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่การขาดความรู้ แต่อยู่ที่ผู้นำไม่สามารถเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นการปฏิบัติได้