วันศุกร์ ที่ 9 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘บัลแกเรีย’ ผู้นำโลกด้าน ‘ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่’ ได้ไฟฟ้าราคาถูก ส่งขายต่างประเทศ

“บัลแกเรีย” ขึ้นแท่นเป็นผู้นำระดับโลกด้าน “ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่” มีกำลังการผลิตแตะ 5.7 กิกะวัตต์ คิดเป็นเกือบ 25% ของระบบไฟฟ้าประเทศ ช่วยสร้างความเสถียร เสริมการส่งออกพลังงาน และลดต้นทุนให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในภูมิภาคบอลข่าน

KEY POINTS

  • บัลแกเรียกลายเป็นผู้นำโลกด้านระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) โดยมีสัดส่วนกำลังการผลิตสูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับขนาดระบบไฟฟ้าของประเทศ
  • การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้เกิดจากการแก้ปัญหาไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ล้นระบบในช่วงกลางวัน ทำให้เกิดโมเดลธุรกิจซื้อไฟฟ้าเก็บไว้ตอนราคาถูกและขายในช่วงค่ำที่ราคาสูง
  • ระบบแบตเตอรี่ทำให้บัลแกเรียสามารถลดราคาไฟฟ้าในประเทศ และกลายเป็นศูนย์กลางพลังงานของภูมิภาค โดยส่งออกไฟฟ้าที่กักเก็บไว้ไปยังประเทศเพื่อนบ้านในช่วงที่ความต้องการสูง

“บัลแกเรีย” เปลี่ยนผ่านจากประเทศที่เคยพึ่งพาพลังงานถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์อย่างหนัก ไปสู่การเป็นผู้นำระดับโลกด้านการติดตั้ง “ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่” หรือ “BESS” (Battery Energy Storage System) เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของระบบไฟฟ้า มูลค่าเศรษฐกิจ และจำนวนประชากร 

จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานประเทศบัลแกเรีย ระบุว่า กำลังการผลิตของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่เปิดใช้งานแล้ว มีอยู่ประมาณ 5.7 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งหากคิดเป็นสัดส่วนจะเท่ากับเกือบ 25% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งประเทศ ถือเป็นอัตราส่วนการเข้าถึงระบบแบตเตอรี่ที่สูงที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับขนาดระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ บัลแกเรียยังมีสัดส่วนกำลังการผลิตแบตเตอรี่สูงถึง 26.1 เมกะวัตต์ (MW) ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 1,000 ล้านดอลลาร์ และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 46% เมื่อเทียบกับกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมรวมกัน

ปริมาณการผลิตแบตเตอรี่ของบัลแกเรียสูงกว่าประเทศอื่น ๆ มาก ขนาดรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐ ซึ่งเคยได้รับการยกย่องว่ามีระบบแบตเตอรี่ก้าวหน้าที่สุด ยังมีแบตเตอรี่อยู่ที่ราว 14% ของระบบไฟฟ้าเท่านั้น ขณะที่ จีนและภาพรวมของสหรัฐ มีสัดส่วนกักเก็บพลังงานเพียงประมาณ 3.5% และ 3.4% ของระบบไฟฟ้าตามลำดับ อีกทั้งบัลแกเรียยังมีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ระดับโครงข่ายไฟฟ้า แซงหน้ามหาอำนาจยุโรปอย่าง เยอรมนีไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากบัลแกเรียต้องการแก้ปัญหา “พลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกิน” โดยบัลแกเรีย ขยายการติดตั้งโซลาร์เซลล์อย่างรวดเร็วเป็นมากกว่า 6,500 เมกะวัตต์ (MW) จนส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ “กราฟรูปเป็ด” ซึ่งในช่วงกลางวันที่มีแสงแดดจัด ปริมาณไฟฟ้าจะล้นระบบจนทำให้ราคาไฟฟ้าลดลงเหลือศูนย์หรือติดลบ แต่เมื่อถึงช่วงค่ำที่โซลาร์หยุดทำงานและความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น ราคาไฟฟ้าจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก 

ด้วยราคาที่ต่างกันมาก จึงทำให้เกิดโมเดลธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ สำหรับการซื้อไฟฟ้าราคาถูกช่วงกลางวันมาเก็บไว้และปล่อยขายในราคาสูงช่วงค่ำ ทำให้นักลงทุนก้าวเข้าสู่ธุรกิจแบตเตอรี่อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เดิม ที่มีที่ดินและจุดเชื่อมต่อสายส่งไฟฟ้าอยู่แล้ว

โครงการแบตเตอรี่เหล่านี้ มักตั้งอยู่ในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมเก่า สนามบินเก่า หรือสร้างรวมเข้ากับโรงไฟฟ้าดั้งเดิม รวมถึงกระบวนการอนุมัติทางกฎหมายของประเทศที่เอื้ออำนวยและรวดเร็ว โดยใช้เวลาดำเนินการก่อสร้างและเชื่อมต่อระบบเพียง 9-18 เดือนเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าโครงการพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างสนับสนุนเงินทุนสำหรับติดตั้งแบตเตอรี่ รวมกันสูงถึงเกือบ 3,400 ล้านดอลลาร์ โดยได้เงินอุดหนุนจากสหภาพยุโรปผ่าน “แผนฟื้นฟูและสร้างความเข้มแข็งแห่งชาติ” (NRRP) ใน “โครงการรีสตอร์” (RESTORE) ซึ่งสนับสนุนงบประมาณราว 797 ล้านดอลลาร์ สำหรับ 113 โครงการ ส่วนเงินลงทุนจากภาคเอกชนสูงถึง 2,260 ล้านดอลลาร์ 

การพัฒนาครั้งนี้ เกิดจากความยืดหยุ่นและการดำเนินงานที่รวดเร็ว ดร.สตาฟรอส ปาปาธานาสซิอู ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งชาติเอเธนส์ ให้ความเห็นกับ สำนักข่าว AFP ว่า “ขนาดและความเร็วของการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานในบัลแกเรีย ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบริบทของยุโรป” 

นอกจากนี้ มาร์ติน เกออร์กีเอฟ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ บริษัท อิเล็กโทรโฮลด์ เทรด กล่าวว่า “บัลแกเรียกลายเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคด้านการกักเก็บพลังงานแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากขั้นตอนการดำเนินงานที่รวดเร็ว”

ระบบแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ส่งผลให้บัลแกเรียก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางกักเก็บและปรับสมดุลพลังงานในระดับภูมิภาคบอลข่าน โดยทำหน้าที่เก็บไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ราคาถูกในช่วงกลางวัน ทั้งจากผลผลิตภายในประเทศและไฟฟ้านำเข้าจากโรมาเนียและกรีซ จากนั้นจึงส่งออกไฟฟ้าราคาดีกลับคืนสู่ประเทศเพื่อนบ้านในช่วงค่ำที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ซึ่งช่วยบรรเทาความผันผวนของราคาไฟฟ้าในตลาดไฟฟ้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบแบตเตอรี่มีความสำคัญอย่างมากในช่วงฤดูร้อน เมื่อวิกฤติภัยแล้งครั้งใหญ่ส่งผลให้ระดับน้ำใน แม่น้ำดานูบลดต่ำลง จนกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน ทวีปยุโรปตะวันออก ส่งผลให้มีความต้องการนำเข้าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม บัลแกเรียสามารถส่งออกไฟฟ้าสุทธิสูงถึงประมาณ 830 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) ต่อเดือน โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม โรมาเนียนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศบัลแกเรีย คิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 85 ล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินมาริตซา อีสต์ 3 ซึ่งเคยเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศ ได้ลดการเดินเครื่องถ่านหินลง และปลดหน่วยผลิตถ่านหินออกหนึ่งยูนิต เพื่อนำจุดเชื่อมต่อสายส่งไฟฟ้าขนาดใหญ่มาใช้กับระบบแบตเตอรี่แทน 

การเข้ามาของตลาดแบตเตอรี่ ช่วยลดราคาไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับภาคอุตสาหกรรมในบัลแกเรีย ลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อิวายโล สแตนเชฟ บรรณาธิการบริหารของ วารสาร Capital ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงครึ่งแรกของเดือนสิงหาคม ราคาไฟฟ้าล่วงหน้าเฉลี่ยต่อวันในประเทศบัลแกเรีย อยู่ที่ประมาณ 149 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) ซึ่งต่ำกว่าราคาในโรมาเนียถึงเกือบ 15.8 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) โดยส่วนต่างราคานี้มาจากประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ในช่วงกลางคืนเป็นหลัก

นิโคลา กาซดอฟ ประธานสมาคมเพื่อการผลิต การกักเก็บ และการค้าไฟฟ้า (APSTE) ให้ความเห็นว่าการพัฒนาระบบแบตเตอรี่แบบก้าวกระโดดนี้ เกิดขึ้นจากปัจจัยแวดล้อมที่ประจวบเหมาะ ทั้งจากต้นทุนอุปกรณ์ลดลง ผสานกับส่วนต่างราคาไฟฟ้าและเงินทุนอุดหนุน ซึ่งเขายังกล่าวเสริมด้วยว่า “เราเรียนรู้จากฝั่งยุโรปตะวันตกมาหลายปี แต่วันนี้ในเรื่องกักเก็บพลังงาน บัลแกเรียกำลังกลายเป็นผู้สร้างตัวอย่างให้กับผู้อื่น"

ความสำเร็จดังกล่าว ยังดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนเทคโนโลยีระดับโลก โดยเดลยาน โดเบรฟ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังมีการเจรจากับ Tesla บริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐ เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์กักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นหนึ่งในโครงการแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญเริ่มออกมาเตือนถึงข้อจำกัดและความเสี่ยงในระยะยาว คาโลยัน สเตคอฟ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันการจัดการพลังงาน ให้ความเห็นว่า ต่อไปต้องพิจารณาการติดตั้งแบตเตอรี่อย่างระมัดระวัง เนื่องจากเมื่อมีการติดตั้งแบตเตอรี่มากขึ้น ส่วนต่างราคาระหว่างช่วงราคาต่ำและราคาสูงจะลดลง

นอกจากนี้ เลนนาร์ต เฮอร์แมนน์ จาก บริษัทที่ปรึกษา FfE ยังระบุว่า แบตเตอรี่ในปัจจุบันกักเก็บพลังงานได้เพียงระยะสั้น 1-8 ชั่วโมงเท่านั้น จึงไม่สามารถทดแทนพลังงานฐาน อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้อย่างสมบูรณ์

บัลแกเรียแสดงให้เห็นว่า ภาคเอกชนและกลไกตลาดสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปได้เร็วกว่านโยบายภาครัฐ ก้าวต่อไปของบัลแกเรีย คือ การยกระดับจากการติดตั้งแบตเตอรี่เชิงกายภาพ ไปสู่การบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เอไอ ในการบริหารสายส่ง การเปิดบริการเสริมเพื่อสร้างความเสถียรให้โครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงการลงทุนในโครงข่ายสายส่งระหว่างประเทศ เพื่อรักษาตำแหน่งมหาอำนาจด้านพลังงานอย่างยั่งยืนต่อไป


ที่มา: AFP, Balkan Green Energy News, Bulgaria for Business, DW, Euro News