เชื่อว่าคนไทยทุกคนเคยเห็นหรือรับรู้ปรากฏการณ์หนึ่งที่แม้ไม่ถูกต้อง แต่ก็เกิดขึ้นจนเป็นปกติในสังคม และก็หงุดหงิดว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
ที่พูดนี้หมายถึงเหตุการณ์ที่มีคนทำผิด ไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมายหรือกฎของสังคมอย่างโจ่งแจ้ง แล้วคนที่อยู่บริเวณนั้นมีหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นคลิปภาพหรือเอกสาร ว่ามีผู้ทำผิดตามนั้นจริง
แต่ไม่มีใครกล้าพอที่จะเปิดเผยให้เห็นหน้าหรือชื่อผู้กระทำผิด เหตุผลน่าจะเป็นเพราะเชื่อและกลัวถูกฟ้องด้วยกฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 และเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 เป็นต้นมา
สิทธิ์เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.นี้ มีอะไรบ้าง
สิทธิ์ดังกล่าวตามกฎหมายมีอยู่ 6 ข้อ คือ 1. สิทธิ์ในการได้รับการแจ้งให้ทราบว่าเอาข้อมูลของเราไปทำอะไร 2. สิทธิ์ในการขอเข้าถึงข้อมูลของเรา เช่น ขอสำเนาข้อมูลส่วนตัวของเรา 3. สิทธิ์ในการคัดค้านไม่ให้นำข้อมูลของเราไปใช้ เช่น ในการทำการตลาด 4. สิทธิ์ในการขอให้ลบหรือทำลายข้อมูลของเราออกจากระบบเมื่อหมดความจำเป็น
5. สิทธิ์ในการเพิกถอนความยินยอมที่เคยยินยอมไปตอนแรกและกลับใจมาขอถอนความยินยอม และ 6. สิทธิ์ในการขอแก้ไขข้อมูลส่วนตัวของเราให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
เห็นได้ชัดเจนว่า สิทธิ์ตามกฎหมายนั้นไม่มีข้อใดเลย ที่บ่งว่าถ้าบุคคลใดทำผิดกฎหมายแล้วมีสิทธิ์ที่จะไม่ถูกเปิดเผยตัวตนให้สังคมรับทราบถึงความผิดของผู้นั้น
ตัวอย่างของการทำผิดกฎหมายแล้วไม่มีผู้ใดกล้านำเสนอต่อสังคม กับประเด็นทางสิทธิมนุษยชน
ตัวอย่างดังเช่น ทำไมต้องปิดหรือเบลอทะเบียนรถและหน้าตาของคนขับรถที่ทำผิดกฎหมายจนอาจเกิดอันตราย เช่น ขับรถย้อนศร ขับรถขวางรถพยาบาลบนทางด่วน ขับขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า ขับขี่รถฝ่าไฟแดง หรือคนที่ใช้โปรไฟล์เป็นอวตาร เข้ามาให้ความเห็นแบบผิดๆ มีอคติ รวมทั้งบริภาษคนอื่นด้วยความหยาบคาย บนสื่อสังคม
หรือพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายของเต็มทางเท้าจนเดินสัญจรไม่ได้ หรือกรณีลักทรัพย์ในร้านสะดวกซื้อที่พนักงานสามารถบันทึกภาพด้วยกล้องวงจรปิดจับขโมยได้ หรือเจ้าหน้าที่ธนาคารเปิดบัญชีให้คนต่างด้าวเทา หรือบุคคลค้ามนุษย์ที่ถูกตำรวจบุกเข้าไปถึงรังโจรและถูกจับได้เป็นตัวเป็นตนชัดเจน
นี้เป็นการตีความพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) แบบตื่นตระหนกจนเกินขอบเขต ของประชาชนชาวบ้านทั่วไปที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ใช่หรือไม่
สิงคโปร์นอกจากเปิดหน้าผู้กระทำผิดแล้วยังดำเนินการทางศาลให้เป็นตัวอย่างด้วย
เมื่อปลายเดือนกันยายน 2569 ชาวเมียนมาคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศสิงคโปร์ได้ใช้ AI ทำภาพปลอม เป็นภาพจระเข้น้ำเค็มที่กำลังลอยตัวอยู่ในทะเลสาบในสิงคโปร์ และส่งต่อให้เพื่อนบนสื่อสังคม
เมื่อทางการทราบเข้าก็ได้ส่งกำลังเข้าไปค้นหาเพื่อจับจระเข้ตัวนั้น สุดท้ายพบว่านั่นเป็นข่าวปลอม จึงได้จับกุมเมียนมาคนนั้น และส่งดำเนินคดีที่มีโทษสูงสุดถึง 3 ปีกรณีข่าวปลอม และ 7 ปีสำหรับการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม (โดยการลบโพสต์ออกจากอุปกรณ์ของตน) นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า PDPA ไม่ใช่กฎหมายที่ให้สิทธิ์แก่ปัจเจกบุคคลมากกว่าสิทธิ์ของสังคม
ความท้าทายของสังคมไทยในยุคที่สิทธิมนุษยชนถูกนำมาใช้โดยขาดสมดุล
อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยใหม่แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนถูกยกขึ้นมาเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการปกป้องศักดิ์ศรี ความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพของปัจเจกบุคคล คำถามที่อาจตามมาจึงเป็นว่าการเปิดหน้าตาหรือชื่อของคนที่ทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจนเช่นนี้ผิดหลักสิทธิมนุษยชน หรือไม่
ในขณะเดียวกันหากสิทธิของคนคนเดียวถูกให้ความคุ้มครองจนเกินขอบเขต จนไปละเมิดหรือทำลายสิทธิของสังคมและประโยชน์สาธารณะ (social rights & public interest) ของคนส่วนใหญ่ สังคมนั้นจะเริ่มเกิดภาวะสับสนและไร้ระเบียบวินัย จนกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมนั้นๆไปดังที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยในปัจจุบัน
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของประชาชนทั่วไป ที่ไม่แน่ใจในประเด็นภาวะสุดโต่งของการคุ้มครองสิทธิปัจเจก จนทำให้ไม่กล้าที่จะนำภาพหรือเสียงของผู้กระทำผิดนั้นๆ มานำเสนอต่อสังคมโดยเฉพาะในระบบสื่อสังคมที่สามารถแพร่หลายได้กว้างขวาง
ภาพ : ไม่ปิดหรือเบลอป้ายทะเบียนรถที่ขับย้อนศรจนจราจรติดขัด ในประเทศจีน
ผู้กระทำความผิดจึงเลือกที่จะอ้างกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัว เป็นเกราะกำบังความผิดของตนเอง และขู่ที่จะนำผู้นำข้อมูลมาเปิดเผยเข้าสู่กระบวนการทางศาล จึงไม่มีผู้ใดที่คิดว่าคุ้มต่อการเสียเวลาและทรัพยากรในการที่จะไปทำเช่นนั้น
ผู้กระทำผิดจึงขาดความเกรงกลัวต่อบาปและความละอาย เพราะคิดว่า ถึงแม้จะทำผิด กฎหมายก็จะคุ้มครองใบหน้าและตัวตนของพวกเขาให้พ้นจากการประณามของสังคม ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมทำซ้ำ อันเป็นการสร้างภาระให้แก่สังคม
ประเด็นที่ควรพิจารณาใหม่ และข้อเสนอต่อภาครัฐ
ผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย PDPA แต่ก็เชื่อมั่นโดยสุจริตใจว่าสิทธิของปัจเจกบุคคลย่อมต้องไม่เหนือกว่าสิทธิของสังคม และจากการสืบค้นโดยใช้ AI ช่วย ทำให้เข้าใจว่ากฎหมาย PDPA มีข้อยกเว้นในเรื่องประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย (legitimate interest) โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ
ปัจจุบัน นโยบายการบังคับใช้และการสร้างความเข้าใจในประเด็นกลัวกฎหมาย PDPA นี้ยังไม่ชัดเจน ผู้เขียนจึงขอเสนอให้ภาครัฐทบทวนและกำหนดบรรทัดฐาน รวมทั้งประกาศเป็นระเบียบให้ชัดเจน และเผยแพร่อย่างกว้างขวาง
ว่า สิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้กระทำผิดกฎหมายต้องไม่มีน้ำหนักมากกว่าสิทธิในความสงบสุขของสาธารณชน และทำประกาศให้ชัดเจนจนปราศจากข้อสงสัย ว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้
เมื่อถึงเวลานั้น สังคมส่วนที่เป็นคนดีก็กล้าที่จะเปิดเผยต่อสังคมว่ามันผู้ใดทำผิดกฎหมาย และเมื่อถึงเวลานั้น (อีกครั้ง) ความปกติของสังคมของเราก็จะกลับคืนมา ซึ่งนั่นก็คืออนาคตที่ดีในระยะยาวของทุกคนนั่นเอง





