วันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569

Login
Login

สคส. เร่งเครื่อง “Data Trust” ยกระดับ PDPA รับรัฐบาลดิจิทัล สกัดความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล

สคส. เร่งเครื่อง “Data Trust” ยกระดับ PDPA รับรัฐบาลดิจิทัล สกัดความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล

สคส. เดินหน้าสร้าง “Data Trust” ยกระดับบังคับใช้ PDPA รับยุครัฐบาลดิจิทัล เร่งวางมาตรฐานกำกับข้อมูล-คุมเข้มการใช้-ตรวจสอบเชิงรุก สกัดความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล ท่ามกลางภัยไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้นต่อเนื่อง

การขับเคลื่อนประเทศสู่ “รัฐบาลดิจิทัล” กำลังเดินหน้าอย่างเข้มข้น แต่เบื้องหลังการเชื่อมโยงข้อมูลขนาดใหญ่ สิ่งที่ต้องเดินควบคู่กันคือ “ความเชื่อมั่นด้านข้อมูล” หรือ Data Trust ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัล

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เร่งยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย PDPA ให้สอดรับนโยบายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยวางเป้าหมายชัดในการสร้างมาตรฐานการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่โปร่งใส ปลอดภัย และตรวจสอบได้

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ สคส. ระบุว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นแกนกลางของทุกบริการดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบภาครัฐหรือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้นการใช้ข้อมูลต้องอยู่ภายใต้กรอบคุ้มครองที่เข้มงวด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าข้อมูลจะถูกใช้เท่าที่จำเป็น และไม่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

ในระยะถัดไป สคส. เตรียมเดินหน้า 3 มาตรการหลัก เพื่อปิดช่องโหว่ความเสี่ยงด้านข้อมูล และรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

มาตรการแรก คือ การยกระดับ Data Governance ภาครัฐ วางมาตรฐานการบริหารจัดการข้อมูลให้สอดคล้องกฎหมาย PDPA รองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

มาตรการที่สอง คือ การผลักดันหลักใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น (Data Minimization) เพื่อลดการเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญของความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล โดยเน้นให้ทุกองค์กร-ทั้งรัฐ และเอกชนทบทวนกระบวนการใช้ข้อมูลอย่างเข้มงวด

มาตรการที่สาม คือ การเพิ่มความเข้มข้นของการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะองค์กรที่มีการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก หรือมีการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามระบบ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์และการรั่วไหลของข้อมูล

สคส. มองว่า PDPA ไม่ใช่ข้อจำกัดของการพัฒนา แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการยกระดับมาตรฐานข้อมูลของประเทศให้เทียบเท่าสากล และสร้างความเชื่อมั่นทั้งต่อประชาชนและภาคธุรกิจ

เขา เสริมว่า ในบริบทภัยคุกคามไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น การมีระบบคุ้มครองข้อมูลที่แข็งแรง จะช่วยลดความเสียหายเชิงระบบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยชี้วัดความพร้อมของประเทศในยุคดิจิทัล

นอกจากนี้ สคส. ย้ำว่า การพัฒนาดิจิทัลที่ยั่งยืนต้องเดินควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งมีการใช้ข้อมูลมากขึ้นเท่าไร มาตรการปกป้องก็ต้องเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัลได้โดยไม่ทิ้งความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ข้างหลัง