ในช่วงสัปดาห์วันที่ 2-7 ตุลาคม ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัวที่เมืองนาโกย่า (Nagoya) ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าเป็นเมืองของโตโยต้า และเป็นเมืองใหญ่อันดับต้นของญี่ปุ่น
การมาท่องเที่ยวที่เมืองนี้ ซึ่งผมเคยมาแล้วสองครั้ง แต่ในครั้งนี้ได้มาเพราะตั้งใจไปชมงานปิดเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20 เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม นี้ด้วย ก็ทำให้ได้เห็นความต่างระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งนับวันยิ่งเห็นความต่างที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นให้เห็นทุกครั้งที่มาญี่ปุ่น
ผมได้รับความรู้จากผู้อาวุโสที่เป็นผู้รู้ท่านหนึ่งว่า เมื่อประมาณ 130 ปีมาแล้ว ประเทศไทยและญี่ปุ่นเป็นสองประเทศที่มีความมั่งคั่งมากในเอเชีย เรื่องนี้แม้ไม่มีโทรศัพท์ทางไกลใช้ ไม่มีสื่อดีๆ เหมือนทุกวันนี้ แต่ประเทศมหาอำนาจในยุโรปต่างก็ทราบกันดี
โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ รู้ดีว่าเราและญี่ปุ่นมั่งคั่ง จึงยินยอมให้รัฐบาลญี่ปุ่นสมัยราชวงศ์เมจิและรัฐบาลไทยในสมัยสมเด็จพระปิยมหาราชเข้ากู้เงินโดยการออกเป็นพันธบัตรหรือบอนด์ (Bond) จำนวนมากเพื่อนำเงินไปซื้อความรู้ (Know-how) และวัสดุอุปกรณ์ในการลงทุนในโครงการใหญ่และสำคัญ เช่น โครงการสร้างระบบรถไฟของไทย เป็นต้น
แต่ความเท่าเทียมในระดับเท่าๆ กันของไทยกับญี่ปุ่นในสมัยโน้นผ่านมาประมาณ 130 ปี หรือเพียงศตวรรษกว่าโดยสมเด็จพระปิยมหาราชเสด็จสวรรคตเมื่อปี 2453 หรือ 116 ปีเท่านั้นเอง ไทยกับญี่ปุ่นมีความต่างกันราวฟ้ากับดิน
ทั้งๆ ที่ในช่วงที่ยาวนานศตวรรษกว่านี้ ญี่ปุ่นต้องแพ้สงครามแก่ฝ่ายพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ส่วนไทยยังรักษาความเป็นประเทศอิสระ ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร
นี่คือความภูมิใจอันหนักแน่นของไทย ทุกรุ่นอายุของคนไทย โดยไม่เคยหันมามองว่า ขณะที่ประเทศต่างๆในเอเชียได้เดินหน้ากันฉับๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และจีน แต่ประเทศไทยกลับอยู่กับที่และเดินหน้าอย่างเชื่องช้า เรามาวิเคราะห์กันอย่างเปิดใจจะดีไหม
1. ทำไมประเทศไทย จึงเดินหน้าให้เร็วใกล้เคียงเพื่อนๆในเอเชียไม่ได้
ในภาพรวมผมเห็นว่าเป็นเพราะประเทศไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใคร รีบร้อนทำการปฏิวัติในปี 2475 หรือ 94 ปีมาแล้ว เพื่อเปลี่ยนการปกครองประเทศเป็นระบอบที่เรียกว่าประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยที่ขาดหลักเกณฑ์
รัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ผ่านมาจึงเป็นทั้งตัวตึงและตัวดึงให้ประเทศเดินหน้าไม่ออก นี่ดีนะครับที่พระปรมินทรมหาราช (ร.9) ท่านได้ทรงงานหนักช่วยรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยด้วยความเหนื่อยยากตลอดมา ไม่ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารโดยทหาร
หลายท่านอาจจะถามว่า แล้วรัฐบาลของไทยทั้งหมดตั้งแต่ปฏิวัติมาจนถึงขณะนี้มีถึง 66 ชุด ไม่มีชุดไหนดีเลยหรือ
ถ้าจะตอบคำถามนี้บนคำจำกัดความที่ว่า “รัฐบาลที่ดีคือรัฐบาลที่ตั้งใจทำงานให้ประชาชน ไม่ใช่เพื่อตนเอง พรรคหรือพวกตน ด้วยความโปร่งใสปราศจากริ้วรอยที่ชัดเจนเป็นที่กล่าวขานของสื่อและมวลชนในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน” แล้วละก็
ผมขอตอบว่าตั้งแต่รัฐบาลที่มีท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เท่าที่ผมมีโอกาสเรียนรู้และจำได้ มีอยู่เฉพาะรัฐบาลในช่วงของ 3 นายกรัฐมนตรีเท่านั้น
รัฐบาลในช่วง 3 นายกรัฐมนตรี ที่นับได้ว่าดีจริง บริหารราชการแผ่นดินตามคำสาบานตนต่อพระเจ้าอยู่หัวจริง ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของแผ่นดินไทยจริง และเพื่อความอยู่ดีกินดีและความไว้วางใจของประชาชนจริง เรียงตามลำดับจากอดีตที่ผ่านมา ได้แก่
- ท่านนายกและท่านรัฐบุรุษไทย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
- นายอานันท์ ปันยารชุน
- พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นประธานองคมนตรีคนปัจจุบัน
เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ท่านนายกทั้งสามท่านที่ถือว่าดี และมุ่งทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างจริงจัง ไม่มีการเสแสร้งแกล้งสร้างภาพ ไม่มีการพูดจาที่มีแต่ความเท็จมากกว่าความจริงและมือสะอาด ล้วนเป็นนายกที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารทั้งนั้น ไม่มีนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งสักคน
จึงขอสรุปกันชัดๆ ตรงนี้เลยครับว่า ประเทศไทยเรายังไม่สามารถสร้างประชากรส่วนใหญ่ของประเทศให้มีระดับความรู้สูงมากพอที่จะรับรู้แล้วตอบสนองต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้
เมื่อสรุปประเด็นใหญ่ได้อย่างนี้ ผมก็อยากชี้ให้ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่านได้รู้อีกว่ายังมีปัจจัยที่เลวร้ายสำคัญในการถ่วงการก้าวไปข้างหน้าของไทยอะไรอีกบ้าง
2. การมีนิสัยเรื่อยๆ ตามสุภาษิต “ช้าๆได้พร้าเล่มงาม” ของคนไทย
เรื่องนี้มีให้เห็นในชีวิตประจำวันของคนไทยส่วนใหญ่ ถ้าเป็นสมัยโบราณที่ประเทศทั่วโลกหรือหมู่ชนทั่วไปยังไม่รู้จักกับคำว่า “การแข่งขัน” เหมือนโลกทุกวันนี้ หรือไม่รู้ถึงเวลาที่ผ่านไปแต่ละวันว่าทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน หรือไม่รู้ว่าความเร็วนั้นสำคัญทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะการวิ่งในวงการกีฬาเท่านั้น
ซึ่งสำหรับประเทศไทยนั้น ถ้าความเรื่อยๆ เฉื่อยชาเกิดขึ้นเฉพาะคนทั่วไปก็คงไม่หนักหนาอะไร แต่นี่ตั้งแต่คณะรัฐบาลที่มีรัฐมนตรีที่เฉื่อยชา ลามไปถึงบรรดาข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ทำงานมากไม่เป็น เงินเดือนก็ต่ำมาก จึงพากันติดนิสัยเกียจคร้านเป็นส่วนใหญ่
นี่คือเรื่องสำคัญมากเพราะงบประมาณแผ่นดินปีหนึ่งๆ ต้องนำมาจ่ายให้ข้าราชการเป็นสัดส่วนที่สูงมาก ไม่คุ้มกับผลงานที่ประชาชนจะได้รับจากราชการ
นอกจากนี้ยังมีงบค่าใช้จ่ายในการลงทุน โดยเฉพาะการก่อสร้างถึงกว่า 20 % ของงบประมาณทั้งปี แต่โครงการก่อสร้างของรัฐและรัฐวิสาหกิจเวลาทำสัญญาจ้างกับบริษัทก่อสร้าง ภาครัฐจะให้สัญญาทำงานที่ยาวเกินควรทุกโครงการ
ทั้งนี้ เพื่อจะเอื้อบริษัทก่อสร้างซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพลมาก เพราะมีการจัดส่วนเกินจากค่าจ้างถวายให้หัวหน้าส่วนราชการเป็นเรื่องปกติของไทยอยู่แล้ว
ผมมีตัวอย่างจากการมาเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เวลาจะผ่านจุดตรวจสัมภาระก่อนเข้าห้องผู้โดยสารขาเข้าไม่เห็นเจ้าหน้าที่เขาถามและสั่งให้เอา iPad ออกจากกระเป๋าถือขึ้นเครื่องแต่อย่างใด
และเวลาจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก็แค่เอาหน้าแรกของพาสปอร์ตแตะเครื่องตรวจก็ผ่านสบาย คนเข้าเมืองไม่ติดขัดนานถึงครึ่งชั่วโมงเหมือนที่สนามบินสุวรรณภูมิ หรือสนามบินภูเก็ต
ผมเคยได้รับโทรศัพท์ถามก่อนเดินทางจากเพื่อนชาวสิงคโปร์ว่า ช่วยแนะหน่อยว่าจะผ่านด่านเข้าเมืองที่ภูเก็ตอย่างไรได้เร็ว หากไม่เตรียมค่าอาหารให้สุนัขสักสองสามพันจะผ่านเร็วหน่อยได้ไหม ผมนี่หน้าชาสุดๆ
3. การบริหารเศรษฐกิจและการคลังของประเทศเป็นอนุรักษ์นิยมมาก จนทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยออกนอกกรอบความสมดุล
เรื่องนี้เป็นตัวถ่วงอย่างมากทำให้เกิดความต่างด้านดุลยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นจนเกินเลยการแก้ไขในเร็ววัน
ถ้าจะใช้ความพยายามของรัฐบาลที่รู้เรื่อง รู้ปัญหาจริงๆ โดยความร่วมมืออย่างเต็มที่ของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทำการแก้ไขทั้งรื้อทั้งโยนทิ้ง ซึ่งระเบียบปฏิบัติและกฎหมายเก่าๆ ก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งศตวรรษเป็นอย่างน้อย
ประการแรก ดูเรื่องโครงสร้างรายได้ของคนญี่ปุ่นกับคนไทย โดยนำค่าจ้างขั้นต่ำรายวันปัจจุบันของญี่ปุ่นที่โตเกียว 11,000 เยน หรือ 2,200 บาทต่อวัน เทียบกับค่าจ้างขั้นต่ำไทยที่กทม. 400 บาทต่อวัน ปรากฏว่าคนญี่ปุ่นได้ค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่าคนไทยถึง 5.5 เท่า แล้วเราจะเอาอะไรไปเทียบเขาได้
ประการที่สอง จากรายได้ที่ต่างระดับกันมาก ถ้ามาดูค่าใช้จ่ายพบว่า คนญี่ปุ่นจ่ายค่าอาหารต่อคนขณะนี้ราคาเท่าๆ กับคนไทย โซบะก๋วยเตี๋ยวยอดนิยมต่อชามแทบจะเท่ากับก๋วยเตี๋ยวที่ละ 30-40 บาทของไทย
และถ้านำค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน ก็พบว่ารถไฟฟ้าใต้ดินที่เมืองใหญ่ๆ ของญี่ปุ่นเริ่มต้นสถานีแรก (ขั้นต่ำ) 160 เยน หรือประมาณ 32 บาท และราคาจะเพิ่มขึ้นแต่ละสถานีทุก 20 เยนหรือ 4 บาท ซึ่งอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าของไทยใน กทม.ก็ใกล้เคียงกัน
ค่าใช้จ่ายเรื่องค่าอาหารและค่าเดินทาง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ 2 ประการประจำวันของคนญี่ปุ่นไม่ได้มากกว่าคนไทยใน กทม. เลย แต่รายได้ค่าจ้างที่คนญี่ปุ่นได้รับสูงกว่าคนไทยถึงประมาณ 5.5 เท่า นี่คือการขาดดุลยภาพที่น่าสมเพทมากสำหรับคนไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นสังคมที่มีการเอาเปรียบคนระดับรากหญ้าอย่างมากมาตลอด
สิ่งที่คนญี่ปุ่นในปัจจุบันบ่นมากที่สุด คือการซื้ออพาร์ตเมนต์หรือบ้านเป็นที่อยู่อาศัยแพงมาก จนคนหนุ่มสาวของเขารับกันไม่ค่อยไหว แต่ค่าใช้จ่ายปัจจัยสี่คนญี่ปุ่นไม่บ่นเลย
ประการที่สาม ถ้าหันมาดูดุลยภาพด้านรายได้ของรัฐบาล คือ ภาษีที่รัฐบาลไทยเก็บได้และได้พยายามเก็บก็ต่ำมากมายาวนาน 80 ปีแล้ว เมื่อเทียบกับ GDP แต่รัฐบาลไทยต้องการเงินมาใช้จ่ายเป็นงบประมาณมาก โดยรักษามาตรฐานการจ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการทั้งประเทศต่ำมากมาตลอด
แล้วปล่อยให้พวกเขาคิดหาเงินนอกอาชีพข้าราชการเอาเอง บ้านเมืองจึงเต็มไปด้วยการคอร์รัปชันกันด้วยประการฉะนี้
ในเรื่องดุลยภาพด้านการคลังของไทย มันบูดเบี้ยวมานานแสนนานแล้วครับ เรื่องของเรื่องคือรัฐบาลโดยนักการเมืองทุกคนไม่กล้าแตะภาษีหรือไม่กล้าขึ้นภาษี เรียกง่ายๆว่าชนชั้นปกครองไม่ชอบให้รัฐบาลขึ้นภาษี แต่ตัวเองกลับฉ้อฉลโกงทั้งด้านรายได้และรายจ่าย จนโครงสร้างด้านการคลังเป็นอย่างที่เห็น
ก่อนโควิด ภาษีแวต (VAT) ของญี่ปุ่นเท่าของไทยที่ใช้อัตรา 7 % ซึ่งเราขอเบี้ยว IMF มาตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 แต่เพราะโควิดกระทบดุลการคลัง รัฐบาลญี่ปุ่นก็ขึ้นภาษี VAT มาถึง 2-3 ครั้ง จนเป็นอัตรา 10 % ในปัจจุบัน แต่ของไทยไม่ว่ารองนายกด้านเศรษฐกิจจะเป็นใคร ไม่มีใครกล้าส่ายตาดูดุลยภาพด้านการคลังกันเลย
ทั้งหมดที่กล่าวมาจึงเป็นความต่างของไทยกับญี่ปุ่นทั้งด้านสังคม ด้านการดูแลคนระดับรากหญ้าที่แท้จริง และรวมทั้งการใส่ใจรักษาดุลยภาพด้านการคลังที่บูดเบี้ยวอย่างมากของประเทศ
ถ้าหากบอกว่ารัฐบาลชุดนี้รู้ดี ผมก็ขอบอกว่ามันสายเกินแก้แล้วนะโยม.





