เราได้รับรู้กันแล้วว่าโลกเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นมา และเอลนีโญรอบนี้ได้รับการขนานนามว่า เป็นซูเปอร์เอลนีโญ หรือ ก๊อตซิลล่า เอลนีโญ คือมีความรุนแรงมาก
เพราะอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มสูงขึ้นกว่าเฉลี่ยมากถึง 3.08°C ณ วันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา โดยมาตรฐานขององค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ของสหรัฐฯ กำหนดเอาไว้ว่า หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2°C หรือมากกว่าเฉลี่ย จะถือได้ว่าเป็นเอลนีโญที่รุนแรงมาก (very strong)
และความรุนแรงของเอลนีโญครั้งนี้จะทวีความรุนแรงต่อไปอีก จนถึงจุดสูงสุดประมาณเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม 2569 โดยผลกระทบจะยืดเยื้อต่อไปอีกจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 (ภาพกราฟ) และเราก็ทราบว่าหากเป็นเช่นนั้น สิ่งที่จะตามมาคือ ภาวะแล้งที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปีนี้จนกระทั่งครึ่งแรกของปี 2570
หากเป็นดังที่ว่านี้ แล้วทำไมเราจึงกำลังเจอกับปัญหาน้ำท่วม และต้องพยายามเร่งระบายน้ำแทนที่จะขาดแคลนน้ำ คำตอบที่ผมได้มาจากการค้นหาข้อมูลคือ เอลนีโญ และลานีญา เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก
แต่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ไดโพลมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Dipol, IOD) ซึ่งส่งผลในการเพิ่มกำลังให้กับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (southwest monsoon) มีส่วนทำให้พายุที่ถล่มกรุงเทพฯ มีความรุนแรงแรงขึ้นอย่างมาก (โดยไม่ได้เกิดจากเอลนีโญ)
ระบบพายุที่ถล่มกรุงเทพฯ เริ่มก่อตัวเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อนเหนือประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 24 กันยายน จากนั้นเคลื่อนตัวขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือผ่านอ่าวไทย ก่อนจะค้างอยู่เหนือกรุงเทพฯ และภาคกลาง ตอนที่ระบบความกดอากาศต่ำนี้ค้างอยู่เหนือกรุงเทพฯ นั้น
ความกดอากาศต่ำดังกล่าว เป็นเสมือนเครื่องดูดฝุ่นขนาดยักษ์ ดูดเอาความชื้นปริมาณมหาศาลในบรรยากาศที่อยู่กับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามันเข้ามา ส่งผลให้พายุดีเปรสชันเขตร้อนนี้ทวีกำลังแรงขึ้นอย่างมาก
“การแช่ตัว”ของพายุดีเปรสชันเขตร้อนดังกล่าวที่กรุงเทพมหานครในช่วง 25 ถึง 27 กันยายน ทำให้ฝนตกรุนแรงต่อเนื่องที่เรียกว่า rain bomb คือมีฝนตกลงมา หนาแน่นถึง 300 มิลลิเมตร ในขณะที่กทม.นั้น มีข้อมูลว่ารับฝนได้เพียง 60 มิลลิเมตรในแต่ละวัน
การที่ฝนตกลง 300 มิลลิเมตร ภายใน 2 วันนั้น ใกล้เคียงกับเฉลี่ยปริมาณฝนที่ ตกลงในเดือนกันยายน ทุกปีประมา ณ 330 มิลิเมตรทั้งเดือน
ที่น่าเป็นห่วงในระยะยาวคือ ข้อมูลจากงานวิจัยหลายชิ้นที่มีข้อสรุปทำนองเดียวกันว่า พื้นที่กทม. ยังทรุดจมลงปีละประมาณ 1 เซนติเมตร เพราะดินใต้ กทม. เป็นดินอ่อน (และเคยมีการสูบน้ำบาดาลจำนวนมากในอดีต)
นอกจากนั้น ภาวะโลกร้อนก็กำลังทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลกปีละประมาณ 1 เซนติเมตร จึงอาจประเมินได้ว่า กทม. กำลังจมลงปีละประมาณ 2 เซนติเมตร เนื่องจากกทม.นั้น สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1.5 เมตร
ดังนั้นจึงมีการประเมินว่า กทม. จะไม่สามารถเป็นเมืองที่อยู่อาศัยได้ในปี 2643 เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่จะต้องมีคำตอบ ในเชิงของการปรับโครงสร้างของเมืองหลวง ไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะสั้นแบบปีต่อปีในการมีระบบสูบน้ำที่ดีและมีเครื่องสูบน้ำเพิ่มขึ้นเป็นต้น
นอกจากนั้น เอลนีโญก็จะยังส่งผลกระทบต่อไทยไปอีกในครึ่งแรกของปีหน้าคือ 2570 กล่าวคือ มีความเสี่ยงสูงว่าในฤดูร้อนที่จะมาถึงนั้น ประเทศไทยอาจต้องประสบกับภาวะแล้งที่รุนแรง เราจะจำได้ว่าภาวะแล้งที่เกิดขึ้นในปี 2557 และ 2558 นั้น กระทบทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่นิคมอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงมาก
ในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการคำนวณความสูญเสียในเชิงของการลดลงของการผลิตสินค้าเกษตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 54,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.4% ของจีดีพี ในปี 2557 ซึ่งหากเป็นวันนี้ ความเสียหาย จะเท่ากับประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยได้กระทบผลผลิตข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ทำให้ผลผลิตอาหารประเภท ต่างๆ ปรับลดลงไปอย่างมีนัยสำคัญพร้อมกันไปด้วย
ตรงนี้หากเปรียบเทียบกับความเสียหายปัจจุบันจากภาวะน้ำท่วมทั้งในกทม. และจังหวัดข้างเคียง พอจะคำนวณได้ว่าไม่น่าจะเกินประมาณ 0.1% ของจีดีพี (20,000 ล้านบาท) ดังนั้น ในปี 2570 เราจึงน่าจะยังต้องเตรียมรับมือกับเอลนีโญอย่างจริงจัง เพราะความแห้งแล้งน่าจะสูงกว่าในปี 2557 ถึง 2558 ดังที่เห็นได้จากรูป
หลังจากนั้น ก็ยังมีความเป็นไปได้เกินกว่า 50% ว่า เอลนีโญจะแปลงสภาพกลายเป็นลานีญาในครึ่งหลังของปี 2570 เพราะในอดีตภาวะเอลนีโญที่รุนแรงมักจะตามมาด้วยภาวะลานีญา ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าว จะยืนยันได้ว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนของปี 2570
และอย่างที่เราทราบกันดีว่า ภาวะลานีญาจะทำให้มีฝนตกมากกว่าปกติ จึงเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วม เช่นที่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยในปี 2559 หลังจากเอลนีโญจบลงและปรับตัวเป็นลานีญา (ครั้งนั้นกระทบภาคใต้เป็นหลัก) ในทำนองเดียวกัน ในปี 2566 เกิดภาวะเอลนีโญ ตามมาด้วยลานีญาในปี 2567 ซึ่งก็ได้ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเช่นกันแต่กระทบภาคเหนือและภาคอีสานเป็นหลักครับ





