วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถอดบทเรียน ‘BearconCare’ (ภาค 2) จากนวัตกรรมสุขภาพชุมชน สู่ City Data Platform ชี้ชะตากู้ชีพยามมหาอุทกภัย

สานต่อจาก “ภาค 1” สู่วันที่ระบบต้องพิสูจน์ตัวเองในสนามจริง หากย้อนกลับไปใน “ภาค 1” จุดเริ่มต้นของงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม BearconCare ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ภายใต้โจทย์ใหญ่เรื่อง “สังคมสูงวัยหลังภัยพิบัติ”

และการเปลี่ยนผ่านงานสาธารณสุขมูลฐานของพี่น้อง อสม. จากเดิมที่ต้องจดบันทึกลงสมุด มาสู่การเชื่อมต่อบลูทูธและคลาวด์ผ่านสมาร์ตโฟน หลายฝ่ายอาจมองภาพว่าเป็นเพียงระบบบันทึกและติดตามสุขภาพปฐมภูมิ (Digital Health Screening) สำหรับดูแลกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรังตามรอบปกติ

แต่วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ระยอง ณ เทศบาลตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง เมื่อปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า “ข้อมูลที่สะสมไว้อย่างถูกวิธี ย่อมกลายเป็นเกราะคุ้มครองเมืองในยามวิกฤติ”

เมื่ออ่างเก็บน้ำดอกกรายมีปริมาณน้ำสะสมพุ่งทะลุ 83.89 ล้านลูกบาศก์เมตร (แตะระดับ 101% ของความจุ) จนน้ำเอ่อล้นสปิลเวย์ (Spillway) และจำเป็นต้องเร่งระบายน้ำมหาศาลลงสู่ลำน้ำเดิมเกือบ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

โจทย์ของเทศบาลตำบลแม่น้ำคู้ ในนาทีนั้นจึงไม่ใช่แค่การเฝ้าระวังระดับน้ำ แต่คือการตั้งคำถามระดับความเป็นความตายว่า “ในรัศมีน้ำท่วมถึง มีผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบางกี่คน และอยู่ที่พิกัดไหนบ้าง?” 

การกลายพันธุ์ของเทคโนโลยี เมื่อ Health Tech พลิกบทบาทเป็น City Data Platform (CDP)

ใน ภาค 2 นี้ เทศบาลตำบลแม่น้ำคู้ได้ฉายภาพความก้าวหน้าที่ก้าวกระโดดที่สุดของการบริหารจัดการเมือง (Smart Governance) โดยยกระดับ BearconCare จากเครื่องมือตรวจคัดกรองสุขภาพ ให้ทำหน้าที่เป็น City Data Platform (CDP) อย่างเต็มรูปแบบ

1. Dynamic Risk-Layered Mapping (แผนที่ระบุตัวตนเชิงรุก) ข้อมูลพิกัดภูมิสารสนเทศ (GIS) ที่ อสม. และทีมเทศบาลเก็บสะสมไว้ในระบบ ไม่ใช่แค่จุดหมุดลอยๆ แต่ถูกแยกแยะความเร่งด่วนตามสีอย่างชัดเจน: 

    🔴 หมุดสีแดง: บ้านของผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้แม้แต่ก้าวเดียว 
    🟡 หมุดสีเหลือง: บ้านของผู้พิการที่ต้องใช้อุปกรณ์พยุงชีพหรือต้องการความช่วยเหลือเฉพาะด้าน 
    🔵 หมุดสีน้ำเงิน: บ้านของกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุตามลำพัง 

เมื่อซ้อนทับเลเยอร์พื้นที่รับน้ำใกล้อ่างเก็บน้ำดอกกราย ทีมบัญชาการเหตุการณ์สามารถ “ชี้เป้า” ได้ทันทีว่าบ้านหลังไหนอยู่ในแนวรับน้ำแรกที่ต้องเข้าชาร์จช่วยเหลือเป็นลำดับสูงสุด

2. Route Optimization & Evacuation Command (ระบบนำทางเพื่อการอพยพ) แทนที่จะวิ่งวนถามทางชาวบ้านในสภาพน้ำเริ่มท่วมขัง แพลตฟอร์มสามารถคำนวณและเปิดดู “เส้นทางที่เร็วและปลอดภัยที่สุด” ในการเข้าถึงตัวผู้ป่วยติดเตียงแต่ละราย ลดเวลาการตัดสินใจจากหลักชั่วโมงเหลือเพียงเสี้ยวนาที

3. Interoperable Sharing via LINE (ทลายไซโล ส่งต่อข้อมูลข้ามหน่วยงาน) ปัญหาคลาสสิกของภัยพิบัติไทยคือ หน่วยกู้ภัยภายนอกที่เข้ามาเสริมทัพมัก “ตาบอด” ในพื้นที่แปลกถิ่น แต่ระบบนี้สามารถ Export และแชร์พิกัดพร้อมประวัติสุขภาพเบื้องต้นผ่านแอปพลิเคชัน LINE ไปยังทีมกู้ชีพกู้ภัยจากนอกพื้นที่ได้ทันที

ทำให้ทีมช่วยเหลือหน้างานรู้ล่วงหน้าว่า ผู้ป่วยรายนี้ใช้ออกซิเจนหรือไม่ มีโรคประจำตัวอะไร และต้องเตรียมเปลพยาบาลชนิดใดเข้าไปรับ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: จาก “โมเดลแม่น้ำคู้” สู่พิมพ์เขียวระดับประเทศ

บทเรียนจากเทศบาลตำบลแม่น้ำคู้และระยองโมเดลครั้งนี้ ให้คำตอบเชิงโครงสร้างแก่ประเทศไทย 3 ประการ

1. เลิกแยก "ข้อมูลสุขภาพ" ออกจาก "ข้อมูลภัยพิบัติ" ที่ผ่านมา ประเทศไทยทำแผนที่น้ำท่วมแยกส่วนกับข้อมูลสาธารณสุข ทำให้เวลาน้ำท่วม เจ้าหน้าที่ต้องควานหารายชื่อผู้ป่วยใหม่ทุกครั้ง โมเดลแม่น้ำคู้พิสูจน์แล้วว่า City Data Platform ต้องรวมข้อมูลพลเมือง (Citizen Data) และข้อมูลกายภาพของเมืองเข้าด้วยกัน

2. คุณค่าที่แท้จริงของ Smart City ประเทศไทยใช้เงินมหาศาลไปกับฮาร์ดแวร์ ป้ายไฟ จอแอลอีดี หรือกล้องวงจรปิด แต่กรณีนี้สะท้อนชัดเจนว่า เมืองอัจฉริยะที่สัมผัสได้จริง เกิดจากการเปลี่ยน “ข้อมูลในกระดาษของ อสม.” ให้กลายเป็น “ชุดข้อมูลดิจิทัลที่พร้อมเผชิญเหตุได้ทันที”

3. การขยายผลระดับนโยบายมหาดไทย-สธ.-ดีป้า รัฐบาลควรนำสถาปัตยกรรมข้อมูลแบบ BearconCare ไปเป็นต้นแบบมาตรฐาน (Standard Template) สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้ท้องถิ่นอื่นต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ยามเผชิญวิกฤติ

บทสรุป

หากภาค 1 คือเรื่องราวของการนำเทคโนโลยีลงสู่มือ อสม. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของชุมชน EEC ในยามปกติ   ภาค 2 ในวันนี้ ได้จารึกบทบาทใหม่ของเทคโนโลยีสัญชาติไทยว่า เมื่อผสานข้อมูลสุขภาพเข้ากับระบบภูมิสารสนเทศและการสั่งการเมือง BearconCare ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่คัดกรองเบาหวานหรือความดันอีกต่อไป

แต่มันได้กลายเป็น "ระบบนำทางกู้ชีพ" (Life-Saving Navigational Infrastructure) ที่ปกป้องชีวิตประชาชนกลุ่มเปราะบางที่สุด ไม่ให้ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลังมวลน้ำแม้แต่คนเดียว