“การบังคับคดี” เป็นกระบวนการที่มีลักษณะทางปฏิบัติมาก และมักไม่ได้รับความสนใจกล่าวถึงมากนัก ทั้งที่มีความสำคัญต่อการที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้จริงหรือไม่
ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรจะได้นำกระบวนการดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟังผ่านคอลัมน์นี้
เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือได้รับชำระหนี้ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) และต้องมีการบังคับคดีแก่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) ศาลจะออก “คำบังคับ” ทันทีที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และให้ถือว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ทราบแล้วในวันนั้น
ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา และลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทนายความ หรือผู้รับมอบฉันทะมิได้อยู่ในศาลในเวลาที่ศาลออกคำบังคับ ศาลจะใช้วิธีส่งคำบังคับนั้นให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทน
ถ้าศาลกำหนดให้ใช้เงิน หรือให้ส่งทรัพย์สิน หรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดๆ ศาลจะระบุไว้ในคำบังคับนั้นโดยชัดแจ้งและกำหนดระยะเวลาให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามคำบังคับ นอกจากนี้ศาลจะกำหนดเงื่อนไขอย่างอื่นเพื่อให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาใช้เงิน ส่งทรัพย์สิน กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการใดๆ ก็ได้
ในส่วนเรื่องของระยะเวลาในคำบังคับนั้น หากเป็นคดีทั่วไปที่มิใช่คดีมโนสาเร่และมิใช่คดีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา ศาลจะให้เวลาลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามคำบังคับมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนหนี้และวิธีการที่จะบังคับคดี
แต่ถ้าเป็นคดีมโนสาเร่ ศาลไม่จำต้องให้เวลาเกินกว่าสิบห้าวัน ส่วนคดีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา ศาลต้องให้เวลาแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาในการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
ในช่วงที่ระยะเวลาตามคำบังคับยังไม่ครบกำหนด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของตนก็ได้ แต่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังไม่มีสิทธิบังคับคดีเนื่องจากระยะเวลาในคำบังคับยังไม่สิ้นสุดลง
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้แต่เพียงรอให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามคำบังคับให้ถูกต้องครบถ้วนภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด หากต่อมาระยะเวลาที่กำหนดไว้นั้นล่วงพ้นไปแล้ว และลูกหนี้ยังไม่ปฏิบัติตามคำบังคับหรือปฏิบัติตามคำบังคับยังไม่ครบถ้วนถูกต้อง เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงจะเริ่มต้นมีสิทธิที่จะบังคับคดีในขั้นตอนต่อไปได้
จุดนี้เองที่เรียกได้ว่าเป็นงานหนักของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่เกิดขึ้นในชั้นบังคับคดี เนื่องจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีหน้าที่สำคัญคือต้องเป็นผู้ดำเนินการขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีโดยยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาล และระบุถึงหนี้ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับและวิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดี
กรณีการบังคับคดีที่ต้องทำโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี ได้แก่ กรณีที่เป็นหนี้เงิน (ใช้วิธีการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้อง) กรณีให้ส่งคืนหรือส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรณีที่ให้ขับไล่ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ไม้ยืนต้น ไม้ล้มลุกหรือขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยหรือทรัพย์ครอบครอง
ศาลจะออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานศาลและผู้แทนของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลภายนอกนำมาวาง
หลังจากนั้น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีหน้าที่ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลออกหมายบังคับคดีแล้วเพื่อดำเนินการต่อไปตามที่กำหนดไว้ในหมายนั้น และยังมีหน้าที่ต้องดำเนินการต่อในขั้นตอนถัดไป คือ
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง
ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่าขั้นตอนการบังคับคดี กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องกระทำหลายขั้นตอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนสุดท้ายนี้ คือ ขั้นตอนการยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดี อาจจะสร้างความลำบากให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
เนื่องจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ทราบว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินหรือไม่ หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินอยู่ที่ใดบ้าง รวมทั้งในการดำเนินการสืบทรัพย์อาจจะติดเงื่อนไขในเรื่องของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562
ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะให้นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการบังคับคดี เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา อีกทั้งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบังคับคดี
โดยเสนอให้ใช้วิธีการสืบทรัพย์แบบออนไลน์โดยขอความร่วมมือกับธนาคารหรือสำนักงานที่ดินซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาขอให้ช่วยเปิดเผยข้อมูลของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ อาจจะไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเพียงแต่เปิดเผยข้อมูลบางส่วนไม่เกินจำนวนหนี้ที่ลูกหนี้ต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
นอกจากนี้ ผู้เขียนขอเสนอแนะให้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลางที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งจะทำให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้โดยไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562
ผู้เขียนหวังว่าข้อเสนอแนะต่างๆ เหล่านี้ อาจจะช่วยทำให้การบังคับคดีเกิดผลบังคับได้จริง เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ต้องเป็นเพียงเสือกระดาษที่ชนะคดีเท่านั้น





