กรมบังคับคดีแถลงผลสำรวจปี 69 คะแนนความพึงพอใจพุ่งทะลุเกณฑ์ด้วยระบบออนไลน์ชั่วข้ามคืน ชูระบบผูกข้อมูลที่ดินรังวัดได้ทั่วโลก พร้อมเล็งดึงเทคโนโลยี AI ยกระดับงานอายัดทรัพย์เต็มรูปแบบ!
นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี ร่วมกับคณะผู้วิจัย บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์รีเซิร์ช จำกัด แถลงผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รับบริการที่มีต่อกระบวนการบังคับคดีประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยผลจากการสำรวจ พบว่า ภาพรวมมีความเชื่อมั่นมากที่สุด ร้อยละ 97.20 ซึ่งยังคงรักษาระดับความเชื่อมั่นภาพรวมในเกณฑ์ระดับมากที่สุดไว้ได้
นายเสกสรร แถลงว่า ภารกิจหลักของกรมบังคับคดีมีภารกิจ ด้านการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ การชำระหนี้ การวางทรัพย์และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ภายหลังคำพิพากษาเป็นกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง โดยดำเนินการตามขั้นตอนและตามกฎหมายให้ความเป็นธรรม โปร่งใส และอำนวยความสะดวกแก่คู่ความทุกฝ่ายในคดี รวมถึงประชาชนผู้รับบริการตามแผนปฏิบัติราชการ ระยะ5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ของกรมบังคับคดี (ฉบับปรับปรุง) และกำหนดยุทธศาสตร์ การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
โดยมีเป้าหมายเพื่อการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวมตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส พร้อมปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง มีความโปร่งใส ปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ และกระบวนการยุติธรรมเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและส่วนรวมของประเทศ นอกจากนี้ยังได้มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ โดยมุ่งเน้นถึงความต้องการและประโยชน์สุขแก่ประชาชน ตลอดจนความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการเป็นหลักสำคัญ และเพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปสู่การพัฒนาองค์การ โดยสานต่องานเดิมสร้างเสริมงานใหม่ผ่านกลยุทธ์ที่สำคัญ ภายใต้ “นโยบายบริหารราชการ 5 ด้าน” โดยการขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ 7Gs
ดังนั้น การนำความคิดเห็นจากผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้เสียนำมาพัฒนาปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลของงานราชการและการบริการประชาชน ตลอดจนการสนับสนุนการปรับปรุงการให้บริการดียิ่งขึ้นโดยเน้นประชาชนเป็นหลัก จึงได้มีการสำรวจการวิจัย “โครงการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รับบริการที่มีต่อกระบวนการบังคับคดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมอบหมายให้ บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด เป็นผู้ดำเนินการตามโครงการนี้เพื่อให้การสำรวจมีความเป็นมาตรฐาน น่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับ ตลอดจนมีความเป็นกลาง ปราศจากอคติในการสำรวจจึงมีผู้ประเมินอิสระจากภายนอกเป็นผู้ดำเนินการโครงการฯ
คณะผู้วิจัย บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด แถลงว่า การวิจัยสำรวจในครั้งนี้เป็นการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของกระบวนการบังคับคดีให้ครอบคลุมใน 6 กระบวนการ
1.กระบวนการบังคับคดีแพ่ง 2.กระบวนการบังคับคดีล้มละลาย 3.กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ 4.กระบวนการไกล่เกลี่ข้อพิพาทชั้นบังคับคดี 5.กระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด และ6. กระบวนการวางทรัพย์ และสำรวจการรับรู้ การใช้และความพึงพอใจของเครื่องมือที่กรมบังคับคดีได้จัดทำขึ้น โดยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รับบริการที่มีต่อกระบวนการบังคับคดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569จากกลุ่มประชากรเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 3,389 รายทั่วประเทศ การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการใช้วิธีการรวบรวมข้อมูล 3 ลักษณะ คือ1.การสำรวจด้วยแบบสอบถาม 2.การสัมภาษณ์เชิงลึก และ 3.การจัดสนทนากลุ่ม
โดยผลการสำรวจของความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของประชาชนในภาพรวม มีค่าคะแนนดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา สรุปผลการสำรวจได้ดังนี้ ความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รับบริการต่อกระบวนการบังคับคดี
- ร้อยละ 97.20มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีโดยภาพรวม
- ร้อยละ 97.60 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีแพ่ง
- ร้อยละ 95.20มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีล้มละลาย
- ร้อยละ 96.80 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
- ร้อยละ 98.80มีความความเชื่อมั่นต่อกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี
- ร้อยละ 96.40 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด
- ร้อยละ 97.80 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการวางทรัพย์
ส่วนความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการต่อกระบวนการบังคับคดี
- ร้อยละ 88.20 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการบังคับคดีโดยภาพรวม
- ร้อยละ 88.20 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการบังคับคดีแพ่ง
- ร้อยละ 88.00 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการบังคับคดีล้มละลาย
- ร้อยละ 85.80 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
- ร้อยละ 90.60 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี
- ร้อยละ 88.60 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด
- ร้อยละ 88.00 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการวางทรัพย์
อย่างไรก็ตามผลการวิจัยสะท้อนว่า ผู้รับบริการมีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของกรมบังคับคดี โดยเฉพาะการปฏิบัติงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล และมีความพึงพอใจต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่ในระดับสูง โดยเฉพาะความสุภาพ ความเอาใจใส่ การให้คำแนะนำ และการอธิบายขั้นตอนอย่างชัดเจน ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเชื่อมั่นในความรู้และความเชี่ยวชาญของบุคลากร
นอกจากนี้ กรมบังคับคดียังมีจุดเด่นด้านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ตลอดจนกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ซึ่งได้รับความพึงพอใจในระดับสูง เนื่องจากช่วยลดความขัดแย้ง ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้คู่ความสามารถหาทางออกร่วมกันได้อย่างเหมาะสม
สำหรับการพัฒนาในระยะต่อไป ผลการวิจัยเสนอให้ยกระดับคุณภาพการบริการอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกัน โดยสังเคราะห์เป็น“IMPACT Model” ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การบูรณาการระบบบริการดิจิทัลและข้อมูล (I: Integrated Digital Service) การกำหนดมาตรฐานการบริหารจัดการและการให้บริการ (M: Management Standardization) การยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการให้บริการ (P: Process Excellence) การส่งเสริมการเข้าถึงบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (A: Accessibility and Citizen-Centered Service) การพัฒนาการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน (C: Communication and Collaboration) และการเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่น (T: Transparency and Trust) โดยทั้ง 6 องค์ประกอบเชื่อมโยงและสนับสนุนกัน เพื่อขับเคลื่อนการบริการให้มีคุณภาพ รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังเสนอแนวทางพัฒนา 6 กระบวนการสำคัญ ได้แก่ การบังคับคดีแพ่ง การบังคับคดีล้มละลาย การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี การประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด และการวางทรัพย์ โดยมุ่งเน้นการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน การลดขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินงาน การพัฒนาบริการดิจิทัลและระบบติดตามสถานะ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการเพิ่มความโปร่งใส เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการบังคับคดี อันจะช่วยส่งเสริมการจัดการหนี้ การฟื้นฟูกิจการ และการหมุนเวียนทรัพย์สินในระบบเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน และเอื้อต่อเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
นายเสกสรร ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ความสำเร็จและการพลิกโฉมองค์กรครั้งสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาที่เคยเป็น "ภาพจำเชิงลบ" ของประชาชนในอดีต เช่น คำวิจารณ์เรื่องการยึดทรัพย์ช้า จ่ายเงินช้า และกระบวนการที่ใช้เวลานานว่า ที่ผ่านมาคดีค้างเก่ามีหลายแสนคดี เนื่องจากระบบเดิมเจ้าหน้าที่ต้องออกไปรังวัดที่ดิน ดูหลักหมุด ณ สถานที่จริง ทำให้วันหนึ่งทำได้เพียงเรื่องเดียว แต่ปัจจุบันกรมบังคับคดีได้เปลี่ยนผ่านสู่ ระบบดิจิทัล เกือบเต็มรูปแบบ โดยคู่ความสามารถทำเรื่องยึดหรืออายัดทรัพย์ได้จากที่บ้านผ่านระบบออนไลน์ได้ตลอดเวลา (Anywhere, Anytime) ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมที่ดินผ่านระบบ "Landmap" ทำให้เกิดความแม่นยำสูง คลาดเคลื่อนน้อย และเมื่อทรัพย์ถูกขายทอดตลาดแล้ว ก็มีระบบบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้คู่ความได้รับเงินคืนรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้คะแนนความเชื่อมั่นในปีนี้รักษาระดับเกรด 4 หรืออยู่ในเกณฑ์ "มากที่สุด" ได้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะอยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวนับตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา
3 ภาพจำใหม่ที่ประชาชนเชื่อมั่นต่อกรมบังคับคดีสูงสุด 1.การบังคับใช้กฎหมายและระเบียบต่อผู้รับบริการอย่างเท่าเทียม (โดดเด่นเป็นอันดับ 1) 2.การบริหารจัดการกระบวนการและฐานข้อมูลที่มีมาตรฐานสากล และ3.การดำเนินงานที่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย
อธิบดีกรมบังคับคดี ยอมรับว่า ปัจจุบันปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระบบคดีมีจำนวนสูงมาก และกำลังเจอทางตันในกระบวนการขายทอดตลาด เนื่องจากทรัพย์ที่ยึดมาได้ไม่มีคนซื้อ หรือผู้ซื้อไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร ทางกรมฯ จึงชู "กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท" เป็นวาระเร่งด่วน โดยจับมือกับ 33 สถาบันการเงิน ภายใต้ข้อตกลง 3 ประการ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ได้แก่ 1.ไม่ยึดทรัพย์เพิ่ม หากลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการเจรจา 2.งดการขายทอดตลาด ไว้ชั่วคราว (1-3 นัด หรือ 6 เดือน ถึง 1 ปี) สำหรับลูกหนี้ที่กำลังจะโดนยึดบ้านเพื่อบรรเทาความทุกข์ใจ และ3.งด ลด หรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับกำลังจ่ายจริง (เช่น จากผ่อนเดือนละ 10,000 บาท ลดเหลือ 2,500 - 3,000 บาท)
อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวต่อว่า ในส่วนของแผนพัฒนาระยะกลางและระยะยาว กรมบังคับคดีเตรียมผลักดันระบบ Electronic & AI เต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายจะนำ AI เข้ามาช่วยใน "กระบวนการอายัดทรัพย์" ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของคดีทั้งหมด การใช้ AI จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ลงอย่างมหาศาล เพื่อให้บุคลากรสามารถย้ายไปโฟกัสงานบริการด้านอื่นที่จำเป็นได้มากขึ้น
ขณะที่ด้านคณะผู้วิจัยฯได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมใน 2 มิติสำคัญ 1.เชิงปริมาณ (การสื่อสาร) ผลวิจัยพบว่า พฤติกรรมประชาชนเปลี่ยนไปรับสื่อสมัยใหม่มากขึ้น แต่การรับรู้งานของกรมฯ ในช่องทางเหล่านั้นยังอยู่ระดับปานกลาง จึงเสนอให้กรมฯ ปรับกลยุทธ์การสื่อสารผ่านช่องทาง Facebook, Line และ TikTok หรือสร้าง Influencer ของหน่วยงานเพื่อเปลี่ยนเรื่องกฎหมายที่เข้าใจยากให้เข้าถึงง่ายขึ้น และ 2.เชิงคุณภาพ เร่งลดความซับซ้อนและลดระยะเวลาในกระบวนการบังคับคดีแพ่งและล้มละลายในแผนระยะสั้น พร้อมจัดทำแผนงบประมาณรองรับระบบเทคโนโลยีและ AI ในแผนระยะยาวตามแนวทาง "IMPACT Model" เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อภาคประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน



