จากสถานการณ์ฝนที่ตกต่อเนื่องทำให้หลายพื้นที่เผชิญน้ำท่วม ถนนหลายสายไม่สามารถสัญจรได้ บ้านเรือนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ จนกรุงเทพมหานครต้องประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยทั้ง 50 เขต
เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนกลับมาถามคำถามเดิมว่า “ทำอย่างไรน้ำจึงจะไม่ท่วม?”
แต่ในโลกที่ Climate Change ทำให้เหตุการณ์สุดขั้วมีความไม่แน่นอนมากขึ้น คำถามสำหรับเมืองแห่งอนาคตอาจต้องเปลี่ยนเป็น
“ถ้าเราไม่สามารถป้องกันทุกวิกฤติได้ เมืองของเราจะเตรียมพร้อม รับแรงกระแทกฟื้นตัว และปรับตัวให้ดีขึ้นได้อย่างไร?” นี่คือหัวใจของแนวคิดเมืองที่พร้อมรับมือและฟื้นตัวได้ (Resilient City)
United Nations Office for Disaster Risk Reduction หรือ UNDRR ให้นิยาม Resilience ว่าเป็นความสามารถของระบบ ชุมชนหรือสังคมในการต้านทาน รับมือปรับตัว เปลี่ยนแปลง และฟื้นตัว จากผลกระทบของภัยได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ โดยยังรักษาหรือฟื้นฟูโครงสร้างและหน้าที่สำคัญของระบบไว้ได้
ดังนั้น Resilient City จึงไม่ใช่เมืองที่ “ไม่มีวันน้ำท่วม ไม่มีแผ่นดินไหว ไม่มีไฟไหม้หรือไม่มีวิกฤติ” แต่เป็นเมืองที่รู้ว่าความเสี่ยงอยู่ที่ไหน เตรียมตัวก่อนเกิดเหตุ ลดความเสียหายระหว่างเกิดเหตุ ทำให้ระบบสำคัญยังทำงานได้ ฟื้นกลับได้เร็ว และเรียนรู้เพื่อให้พร้อมกว่าเดิมสำหรับวิกฤติครั้งต่อไป
รากของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ภัย” เพียงอย่างเดียว
น้ำฝนปริมาณมากอาจเป็นภัย แต่เหตุใดฝนปริมาณใกล้เคียงกันจึงสร้างความเสียหายแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่? เพราะภัยที่เกิดยังสัมพันธ์กับทั้งการได้รับผลกระทบและความเปราะบางของพื้นที่
เมืองที่ขยายตัวจนพื้นที่ดูดซับน้ำลดลง ชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ระบบระบายน้ำที่ไม่สอดคล้องกับการใช้ที่ดิน ประชากรสูงวัยหรือรายได้น้อยที่ไม่สามารถอพยพได้ง่าย ระบบเตือนภัยที่ข้อมูลไปไม่ถึงประชาชนหรือล่าช้า หลายหน่วยงานที่มีข้อมูลแต่ไม่สามารถทำงานเชื่อมกัน ล้วนสามารถเปลี่ยน “เหตุการณ์ธรรมชาติ” ให้กลายเป็น “ภัยพิบัติ” ที่รุนแรงขึ้นได้ นี่จึงเป็นปัญหาเชิงระบบ
การสร้างเมืองที่ยืดหยุ่น จึงไม่สามารถฝากไว้กับหน่วยงานด้านเตือนภัย ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพียงเท่านั้น แต่ต้องเชื่อม ผังเมือง ที่อยู่อาศัย น้ำ คมนาคม พลังงานสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ระบบดิจิทัล เศรษฐกิจ ชุมชน และการคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) เข้าด้วยกัน
เมืองทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจาก “ป้องกันภัย” เป็น “ออกแบบเพื่ออยู่กับความเสี่ยง”
หลายเมืองเริ่มยอมรับความจริงว่า โครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถสร้างให้รองรับเหตุการณ์รุนแรงที่สุดได้ทุกครั้ง ตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ ไม่จัดการเพียง “ทางระบายน้ำ” แต่จัดการตั้งแต่จุดที่น้ำเกิดขึ้น เส้นทางที่น้ำเคลื่อนผ่าน ไปจนถึงพื้นที่และทรัพย์สินที่จะได้รับผลกระทบ
ขณะที่เมืองรอตเทอร์ดาม ซึ่งมีพื้นที่ส่วนหนึ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ใช้ Water Squares ที่ในวันปกติเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับนั่ง เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรม แต่เมื่อฝนตกหนักสามารถเปลี่ยนหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำ ส่วนที่เมืองโคเปนเฮเกน วางแผนรับมือฝนตกหนักระยะยาวด้วยโครงการทั้งบนผิวดิน ระบบท่อและอุโมงค์ใต้ดิน แทนการพึ่งโครงสร้างแบบใดแบบหนึ่ง
บทเรียนจึงไม่ใช่ว่าไทยต้อง “ลอก” เมืองใดเมืองหนึ่ง แต่คือ Resilience ต้องสร้างหลายชั้น ทั้งโครงสร้างพื้นฐานระดับต่างๆ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและสถาบัน ได้แก่ ชุมชน ระบบสุขภาพ ระบบคุ้มครองทางสังคม การสื่อสาร และกลไกการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน
ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการตอบสนองต่อภัยพิบัติ สู่การสร้างความยืดหยุ่นผ่านการออกแบบ (Resilience by Design)
เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศด้วย
รายงานของธนาคารโลก ประเมินว่า หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจัง ผลกระทบทางกายภาพจาก Climate Change อาจลด GDP ของไทยลง 7-14% ภายในปี 2050
ขณะที่การลงทุนด้านการป้องกันน้ำท่วม การปกป้องชายฝั่ง ความมั่นคงด้านน้ำและการรับมือความร้อนสามารถลดความเสียหายและสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น ประเทศไทยควรเร่งอย่างน้อย 3 เรื่อง
1.รู้ความเสี่ยงก่อนวิกฤติเกิด สร้างแผนที่ความเสี่ยง (Risk Mapping) และภาพฉากทัศน์อนาคต (Scenario) ระดับพื้นที่ที่เชื่อมกับเรื่องสภาพภูมิอากาศแปรปรวน ภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มเปราะบางเข้าด้วยกัน ไม่ใช่แยกแผนตามหน่วยงาน
2.ออกแบบเมืองและการลงทุนจัดการความเสี่ยงในอนาคต การลงทุนใหม่ควรถามตั้งแต่ต้นว่า หากเกิดน้ำท่วม ความร้อนจัด ภัยแล้ง แผ่นดินไหวหรือระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก โครงสร้างและบริการสำคัญจะยังทำงานได้หรือไม่ พร้อมลงทุนทั้งด้านการป้องกัน การเตรียมความพร้อม การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า การตอบโต้ และการฟื้นฟู
3.ทำให้ Resilience เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ แต่ละเมืองมี Risk Profile ไม่เหมือนกัน จึงควรพัฒนาแผนระดับพื้นที่ และพื้นที่ทดลอง (Resilience Sandbox) ให้ท้องถิ่น ชุมชน ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และหน่วยงานรัฐร่วมกันทดลองมาตรการจริง เรียนรู้จากผลที่เกิดขึ้น แล้วขยายสิ่งที่ได้ผล
จากความเสี่ยงสู่การปฏิบัติการ
วิกฤติทุกครั้งมีต้นทุน แต่ก็ทำหน้าที่เหมือนการทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) ของเมือง ที่เปิดให้เราเห็นว่าระบบส่วนใดแข็งแรง ส่วนใดเปราะบาง ใครได้รับผลกระทบมากที่สุด และอะไรต้องเปลี่ยนก่อนวิกฤติครั้งต่อไป
โจทย์จึงไม่ควรจบเมื่อ “น้ำลด” “ไฟดับแล้วกลับมา” หรือ “สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ” แต่ต้องเปลี่ยนจากเห็นความเสี่ยง ทำความเข้าใจ เตรียมพร้อม ลงมือทำ เรียนรู้ พลิกโฉม (Transform)
เพราะอนาคตมีความไม่แน่นอนมากขึ้น เราอาจไม่สามารถสร้างเมืองที่ไม่มีวันเจอวิกฤติได้ แต่เราสามารถสร้างเมืองที่มองเห็นความเสี่ยงก่อน เตรียมพร้อมกว่าเดิม รับแรงกระแทกได้ ฟื้นตัวเร็ว และใช้ทุกวิกฤติเป็นข้อมูลสำหรับการออกแบบอนาคตที่ดีกว่า
เมืองแห่งอนาคตจึงไม่ใช่เมืองที่ไม่เคยล้ม แต่คือเมืองที่ลุกขึ้นได้เร็ว เรียนรู้ทุกครั้งที่ล้ม ลุกขึ้นยืนหยัดใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และพร้อมกว่าเดิมสำหรับวิกฤติครั้งต่อไป





