วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

เศรษฐศาสตร์การเมืองของคนรุ่นใหม่ในยุค Six Seven

ช่วงที่ผ่านมา หากใครอยู่ใกล้เด็กหรือวัยรุ่น อาจเคยได้ยินคำว่า “Six Seven” พร้อมท่าทางประกอบที่คนพูดดูจะเข้าใจกันดี แต่พอผู้ใหญ่ถามว่า “ตกลงมันแปลว่าอะไร?” คำตอบกลับไม่ชัดเจนนัก

ความน่าสนใจของ Six Seven จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ความหมาย แต่อยู่ที่การที่คนกลุ่มหนึ่งเข้าใจกัน ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งยืนงงอยู่ข้างๆ

หากมองให้ไกลกว่ามุกบนโลกออนไลน์ Six Seven อาจเป็นภาพย่อส่วนของความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้น เพราะคนแต่ละรุ่นไม่ได้เพียงพูด “คนละภาษา” แต่กำลังเติบโตขึ้นมาภายใต้ “ประสบการณ์ทางเศรษฐกิจคนละชุด”

สิ่งที่คนรุ่นใหม่เผชิญจึงไม่ใช่เพียงเรื่องทัศนคติหรือค่านิยม แต่เกี่ยวข้องกับงาน รายได้ ทรัพย์สิน โอกาส และความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปด้วย

นี่คือเหตุผลที่การทำความเข้าใจคนรุ่นใหม่ควรมองผ่านแว่นของ “เศรษฐศาสตร์การเมือง” แทนที่จะถามเพียงว่าพวกเขาคิดหรือเลือกใช้ชีวิตอย่างไร

เราอาจต้องถามต่อว่า พวกเขากำลังอยู่ภายใต้กติกาแบบใด ใครกำหนดกติกา ใครถือครองทรัพยากร ใครมีอำนาจต่อรอง และใครเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง

คนรุ่นก่อนจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับเส้นทางชีวิตที่ค่อนข้างเป็นเส้นตรง เรียนจบ หางานประจำ ทำงานหนัก เก็บเงิน ซื้อบ้าน สร้างครอบครัว และเกษียณ เส้นทางนี้เคยทำหน้าที่คล้าย “สัญญาทางสังคม” ว่า หากขยัน อดทน และเล่นตามกติกา ชีวิตวันข้างหน้าควรดีขึ้นกว่าวันนี้

แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ สัญญาฉบับนั้นกำลังอ่านยากขึ้น คำถามจึงไม่ควรอยู่ที่ว่า “เด็กรุ่นนี้ยังขยันหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า การทำงานหนักภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจวันนี้ ยังแลกกับความมั่นคงแบบเดิมได้หรือไม่

ตลาดแรงงานเป็นตัวอย่างที่ชัด งานประจำไม่ใช่เส้นทางเดียวอีกต่อไป เราเห็นทั้งฟรีแลนซ์ ไรเดอร์ ครีเอเตอร์ งานแพลตฟอร์ม และคนทำงานประจำที่มีงานที่สอง ด้านหนึ่ง นี่คือเสรีภาพในการเลือกงานและสร้างรายได้หลายทาง

แต่อีกด้านคือความเสี่ยงที่ถูกส่งกลับมายังตัวบุคคล ทั้งเรื่องรายได้ สุขภาพ การออม ทักษะ และอนาคต ความย้อนแย้งจึงอยู่ตรงที่ ยิ่งดูเหมือนมีอิสระมากขึ้น ก็ยิ่งต้องรับผิดชอบต่อความไม่แน่นอนของชีวิตมากขึ้น

เรื่อง “บ้าน” ก็สะท้อนความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดี คำถามว่า “เมื่อไหร่จะซื้อบ้าน?” อาจเคยเป็นเรื่องธรรมดาของคนวัยเริ่มต้นทำงาน แต่วันนี้ระยะห่างระหว่าง “รายได้จากการทำงาน” กับ “ราคาของความมั่นคง” ดูจะกว้างขึ้น บ้านจึงไม่ใช่เพียงเรื่องอยากมีหรือไม่อยากมี แต่เชื่อมโยงกับค่าจ้าง ราคาที่ดิน ระบบสินเชื่อ เมือง และทรัพย์สินของครอบครัว 

คนวัยเดียวกัน เงินเดือนเท่ากัน จึงไม่ได้หมายความว่าจะเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน คนหนึ่งอาจอยู่บ้านของครอบครัว ไม่มีค่าเช่าและมีเงินสำรอง ขณะที่อีกคนต้องเช่าห้อง ส่งเงินกลับบ้าน และมีภาระหนี้ ในทางสถิติทั้งคู่มี “รายได้เท่ากัน” แต่ในชีวิตจริงกลับมี “อำนาจในการเลือกอนาคต” ไม่เท่ากัน

ความเหลื่อมล้ำจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้ แต่รวมถึง “ทุนตั้งต้น” และ “ความสามารถในการรับความเสี่ยง” คนที่มีทุนสำรองสามารถเปลี่ยนงาน เรียนต่อ ทดลองธุรกิจ หรือแม้แต่ล้มเหลวได้ ขณะที่อีกจำนวนมากไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด ไม่ใช่เพราะไม่อยากเปลี่ยนชีวิต แต่เพราะต้นทุนของความผิดพลาดสูงเกินกว่าจะรับไหว

เมื่อมองเช่นนี้ คำถามว่า “ทำไมเด็กรุ่นนี้ไม่อดทน?” ก็ควรถูกถามใหม่ว่า ระบบให้อะไรเป็นผลตอบแทนของความอดทน หากอยู่ในองค์กรอีกสามปี รายได้เพิ่มไม่มาก แต่การย้ายงานเปิดโอกาสมากกว่า การลาออกอาจไม่ใช่ความอดทนต่ำ แต่อาจเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลภายใต้กติกาที่เปลี่ยนไป

คนต่างรุ่นจึงอาจกำลังใช้ “สมการชีวิต” คนละชุด คนรุ่นหนึ่งคุ้นเคยกับการทำงานหนักวันนี้แล้วค่อยใช้ชีวิตหลังเกษียณ ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งนำเวลา สุขภาพ ความสัมพันธ์ และอิสระมาคิดรวมในสมการมากขึ้น สิ่งที่ถูกเปรียบเทียบจึงไม่ใช่เพียงเงินเดือน แต่คือ “ชีวิตจำนวนเท่าใดที่ต้องนำไปแลกกับเงินนั้น”

เศรษฐกิจดิจิทัลยิ่งทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้น เทคโนโลยีเปิดโอกาสให้คนธรรมดาขายของ สร้างเนื้อหา หรือหารายได้โดยไม่ต้องมีทุนมากเหมือนเดิม

แต่คำถามทางเศรษฐศาสตร์การเมืองคือ “ใครเป็นเจ้าของประตูสู่โอกาสนั้น?” แพลตฟอร์มเป็นของใคร ใครกำหนดอัลกอริทึม ค่าธรรมเนียม ค่าคอมมิชชัน และกติกา

เพราะต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดอาจลดลง แต่อำนาจในการกำหนดกติกาไม่ได้กระจายตามไปด้วยเสมอ

ปัญหาจึงอาจไม่ใช่เพียง Generation Gap แต่เป็น “Institution Gap” หรือช่องว่างระหว่างสถาบันที่ถูกออกแบบในโลกแบบหนึ่ง กับชีวิตของผู้คนในอีกโลกหนึ่ง ระบบการศึกษา ประกันสังคม สินเชื่อ หรือสวัสดิการของเรา รองรับคนที่เปลี่ยนอาชีพ ทำหลายงาน หรือมีรายได้หลายทางได้เพียงใด

หากสถาบันปรับตัวช้ากว่าชีวิตของผู้คน เราอาจรีบสรุปว่า “คนรุ่นใหม่ปรับตัวไม่ได้” ทั้งที่บางครั้ง อาจเป็นระบบต่างหากที่ปรับตัวไม่ทันคน

ดังนั้น เมื่อเราได้ยินว่า “เด็กสมัยนี้ไม่อดทน” “ไม่อยากซื้อบ้าน” “ไม่อยากมีลูก” หรือ “เปลี่ยนงานบ่อย” แทนที่จะถามว่า “คนรุ่นนี้เป็นอะไร?”

เราอาจเปลี่ยนคำถามเป็น “คนรุ่นนี้กำลังตอบสนองต่อโครงสร้างแบบไหน?” เพราะสิ่งที่ดูเหมือนเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล อาจเป็นการตอบสนองต่อเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป

โจทย์ของเศรษฐกิจไทยในยุค Six Seven จึงไม่ควรมีเพียงว่า “ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโต?” แต่ต้องถามต่อว่า การเติบโตนั้นตกถึงใคร ใครถือครองทรัพย์สิน ใครกำหนดกติกา ใครแบกรับความเสี่ยง และคนที่ไม่มีทุนตั้งต้นจากครอบครัว ยังสามารถสร้างความมั่นคงจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองได้หรือไม่ 

เพราะหัวใจของระบบเศรษฐกิจไม่ได้มีเพียงรายได้หรือการเติบโต แต่ยังมีสิ่งสำคัญคือ “ความเชื่อว่าอนาคตจะดีขึ้น”

หากคนยังเชื่อว่าการเรียน การทำงาน การเก็บออม และความพยายามสามารถพาชีวิตไปข้างหน้าได้ คนก็พร้อมลงทุนกับอนาคต แต่เมื่อความเชื่อนั้นสั่นคลอน การตัดสินใจเรื่องงาน บ้าน ครอบครัว และชีวิตก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย

ท้ายที่สุด เราอาจไม่จำเป็นต้องรู้ว่า Six Seven แปลว่าอะไร เพราะอีกไม่นานกระแสใหม่ก็คงเข้ามาแทนที่ แต่คำถามที่ไม่ควรหายไปพร้อมกระแสคือ “เรากำลังสร้างเศรษฐกิจและสังคมแบบไหน ให้คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมา?”