วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

ขอบฟ้าใหม่ของไทย .. การเสริมพลังประชาชน และ สร้างภูมิคุ้มกัน

ในบทความก่อนหน้า เราได้กล่าวถึงความพร้อมของไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมกลางเดือนหน้า และความร่วมมือของภาคการเงินไทยที่ร่วมกันผสานพลัง สร้างโอกาสและเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ

วันนี้จึงขอเล่าต่อถึง “แนวคิดหลัก” ของการประชุม #AM 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย การเสริมพลังประชาชนและสร้างภูมิคุ้มกัน”

คำว่า “ขอบฟ้าใหม่” ไม่ได้หมายถึงเพียงภาพของอนาคต แต่สื่อถึงการมุ่งเน้น สร้างคน สร้างโอกาส และสร้างความยืดหยุ่น ให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้

แนวคิด Thailand’s New Horizons มุ่งการขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลัก ประกอบด้วย

1.Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึง พร้อมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และเอื้อต่อการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของทุกภาคส่วน

2.Building Resilience in a Fragmented World เสริมศักยภาพของประชาชนและ SMEsให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก

เพื่อใช้โอกาสที่โลกต้องเผชิญปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ในการผลักดันให้ ไทยเป็น Trusted Hub ของการลงทุน การผลิต และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยอาศัยจุดแข็งด้านเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของประเทศ

3.New Financial Architecture for Climate Adaptation พัฒนาโครงสร้างระบบการเงินให้สนับสนุนการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ผ่านความร่วมมือที่เข้มแข็งและกรอบสนับสนุนที่เหมาะสม 

ที่ผ่านมา แบงก์ชาติได้ผลักดันโครงการ Financing the Transition และ จัดทำ Thailand Taxonomy เพื่อสนับสนุนการระดมเงินทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น

4.Demographic Change and the Longevity Economy เตรียมความพร้อมรับสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจอายุยืน โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีผลิตภาพ ความมั่นคงทางการเงิน และสามารถมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจได้ตลอดช่วงชีวิต พร้อมสนับสนุนโอกาสการทำธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร เช่น ธุรกิจ wellness ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาวะ และธุรกิจชีวการแพทย์

ในการขับเคลื่อนเสาหลักแรก ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ชี้ให้เห็นว่า แบงก์ชาติจะนำเสนอประสบการณ์ของไทยผ่านการพัฒนา ดังนี้

1.1 Digital Public Infrastructure (DPI) คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ ที่เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง ใน 2 มิติ คือ

(1) ระบบชำระเงินแบบ real time ที่ชื่อว่า PromptPay ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับประชาชน ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 83 ล้านบัญชีและ มีปริมาณธุรกรรมกว่า 2.5 พันล้านรายการ มูลค่าสูงถึง 4.4 ล้านล้านบาท (ข้อมูล ณ ก.ค. 69) และ (2) แอปพลิเคชัน Paotang ที่ต่อยอดจาก PromptPay เพื่อเป็นช่องทางในการดำเนินนโยบายของภาครัฐอย่างตรงจุด โดยมีผู้ใช้งานกว่า 40 ล้านราย

1.2 Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) เป็นแนวคิดหลักที่ไทยนำเสนอในเวทีระดับโลก โดย ดร.ดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการสายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ กล่าวไว้ว่า การขับเคลื่อนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มิใช่เพียงเพื่อทำให้ระบบการเงิน “ดิจิทัลมากขึ้น”

แต่เพื่อให้ระบบการเงินดิจิทัลที่ “ปลอดภัย ครอบคลุม และ ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” เพื่อให้ทุกคนสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน “Not to digitize finance – but to humanize it.”

เนื่องด้วยการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้ง

(1) ภัยทุจริตทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น จนอาจกระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงิน

(2) ภัยไซเบอร์ ที่เกิดบ่อยและซับซ้อนขึ้น 

(3) โลกยังขาดกฎเกณฑ์กำกับดูแลการใช้งานและกรอบธรรมาภิบาลของเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะการใช้ AI

ด้วยเหตุนี้ IMF และ World Bank ร่วมกับไทย จะได้จัดทำ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการเงินและยกระดับการรับมือกับการฉ้อโกงทางการเงินในยุคดิจิทัล

ไทยมีประสบการณ์ในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามภัยทุจริตทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงแรกมุ่งแก้ไขปัญหา Unauthorized Payment Fraud หรือการหลอกลวงผ่าน “แอปดูดเงิน” ด้วยการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของ Mobile Banking จนสามารถลดจำนวนเหตุการณ์ลงเหลือศูนย์

ตั้งแต่ต้นปี 2568 เมื่อรูปแบบการหลอกลวงเปลี่ยนไปสู่ Authorized Push Payment (APP) Fraud แบงก์ชาติได้ดำเนินมาตรการแบบบูรณาการต่างๆ ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายจาก APP Fraud ลดลงจาก 8.6 พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2567 เหลือ 1.8 พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2569 หรือลดลง เกือบ 80%

รวมทั้งยังได้ยกระดับ การป้องกันการใช้ระบบการเงินเป็นช่องทางกิจกรรมผิดกฎหมาย ผ่าน

(1) การกำกับดูแลการถอนเงินสดมูลค่าสูง

(2) การยกระดับมาตรการธุรกรรมทองคำ

(3) การเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. เพื่อเสริมความปลอดภัยในระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล

(4) การพัฒนารูปแบบธุรกรรมต้องสงสัย เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินสามารถตรวจจับและติดตามความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น

10 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา แบงก์ชาติยังได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการทางการเงินประกาศเจตนารมณ์ ถึงกรอบความร่วมมือและบทบาทของแต่ละหน่วยงานในการป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน

ทั้งหมดนี้ เป็นประสบการณ์ของไทย ในการพัฒนามาตรการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และเอื้อต่อการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของทุกภาคส่วน

เมื่อไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมในครั้งนี้ เราจึงไม่ได้ต้องการเพียงจัดงานที่ประสบความสำเร็จ แต่ต้องการใช้เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่ระดมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก

เพื่อร่วมกันกำหนด Bangkok Blueprint ซึ่งจะเป็นมรดกทางความคิด เป็นผลลัพธ์ที่สำคัญ จากเวทีการหารือ #AM2026 ที่กรุงเทพฯ สู่ การยกระดับการป้องกันภัยทางการเงินระดับโลก โดยจะเป็นแนวทางที่ประเทศต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามบริบทของประเทศตนเองต่อไป

ขอเชิญชวนมาร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดีและติดตามผลการประชุม #AM 2026 ในเดือนหน้ากันนะคะ

บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด