จากกรณีอดีตเจ้าอาวาสชื่อดัง ผู้มีชื่อเสียงด้านการจัดสร้างพระเครื่อง ถูกจับกุมในคดีเกี่ยวกับเงินวัด และมีข้อกล่าวหาเรื่องความสัมพันธ์กับสีกา
ทำให้ประเด็นศรัทธา วัตถุมงคล และผลประโยชน์กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง
ธุรกิจพระเครื่อง เป็นผลของการที่ศาสนาปรับตัวเข้ากับระบบทุนนิยมและวัฒนธรรมผู้บริโภค ศาสนากลายเป็นสินค้า (Commodification of Religion) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกทำให้มีมูลค่าแลกเปลี่ยนในตลาด
ในแง่วัฒนธรรมการบริโภค ในที่นี้ผู้บริโภคคือผู้ศรัทธาที่เลือกบริโภคพิธีกรรมหรือวัตถุมงคลเหมือนกับการเลือกสินค้าอื่นๆ ดังนั้นความศักดิ์สิทธิ์และชื่อเสียงของเกจิสามารถแปรเป็นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจ
เมื่อวัตถุที่ได้รับความเคารพทางศาสนามีมูลค่าในการซื้อขาย เส้นแบ่งระหว่าง “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” กับ “สิ่งที่อยู่ในชีวิตทางโลก” ก็อาจเปลี่ยนแปลงไป
ในที่นี้ผู้เขียนนำแนวคิดของ Max Weber (1864–1920) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ผู้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางศาสนากับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมมาใช้วิเคราะห์ปราฏการณ์พระเครื่อง
ซึ่งจะเห็นว่าพระเครื่องไม่ได้เป็นเพียงวัตถุมงคลทางศาสนาแต่ยังเป็นพื้นที่ที่ศาสนา เศรษฐกิจ อำนาจ และความชอบธรรมทางสังคมมาบรรจบกัน
ในที่นี้มีความเกี่ยวข้องกันในสามส่วนคือ “อำนาจบารมี” (Charismatic Authority), “การทำให้เป็นเหตุเป็นผล”(Rationalization)
กระบวนการที่กิจกรรมต่าง ๆ ถูกจัดระบบและตัดสินใจโดยอาศัยการวางแผน การคำนวณ และกฎเกณฑ์มากขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และ “การทำให้บารมีเป็นระบบสืบทอด” (Routinization of Charisma)
ดังนั้นตามแนวคิดของ Weber ที่มาของปัญหาพุทธพาณิชย์จึงเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆต่อไปนี้
ประเด็นแรก อำนาจบารมี (Charismatic Authority) Weber อธิบายว่าอำนาจประเภทหนึ่งเกิดจากความเชื่อว่าบุคคลมีคุณสมบัติพิเศษเหนือคนทั่วไป เช่น นักบุญ ผู้นำศาสนา หรือพระ เกจิ
มูลค่าของพระเครื่องไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัสดุ แต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อในบารมีของผู้ปลุกเสก เมื่อความเชื่อในบารมีถูกนำไปเชื่อมกับตลาด ราคาพระเครื่องจึงอาจสูงขึ้น และเกิดการพยายามสร้างภาพลักษณ์ของพระเกจิ
ประเด็นที่สอง บารมีกลายเป็นระบบที่ผลิตซ้ำได้ เป็นระบบการสืบทอด (Routinization of Charisma) จะเห็นว่าเมื่อพระเกจิผู้เป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธามรณภาพ บารมีที่เคยผูกอยู่กับตัวบุคคลไม่ได้สูญหายไปทั้งหมด แต่ถูกถ่ายทอดผ่านพระเครื่อง พิธีกรรม เรื่องเล่า และการรับรองจากวัดหรือศิษยานุศิษย์
สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ศรัทธาที่มีต่อพระเกจิดำรงอยู่และส่งต่อไปยังคนรุ่นหลังได้ และอาจถ่ายทอดผู้สืบตำแหน่ง แต่ก็อาจทำผ่านกฎเกณฑ์ ตำแหน่ง พิธีกรรม หรือองค์กรด้วย
ประเด็นที่สาม การทำให้เป็นเหตุเป็นผล (Rationalization) Weber มองว่าสังคมสมัยใหม่เปลี่ยนจากการอธิบายโลกด้วยเวทมนตร์ไปสู่ระบบที่มีการวางแผนอย่างเป็นเหตุเป็นผล
มีการคำนวณและจัดการด้วยระบบซื้อขาย เช่น การจัดเกรดพระ การประเมินราคา การออกใบรับรอง การประมูล ความศักดิ์สิทธิ์ถูกแปลงให้เข้าสู่กลไกตลาดศาสนากับทุนนิยม
ประเด็นที่สี่ Weber อธิบายว่าศาสนาสามารถสร้างพฤติกรรมทางเศรษฐกิจได้ ในบริบทพระเครื่อง ศรัทธากลายเป็นแรงจูงใจในการบริโภค การสะสมพระกลายเป็นการลงทุน พระเครื่องกลายเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายและเก็งกำไรได้
ทั้งนี้ ด้วย Social Media ทำให้การซื้อขายขยายจากแผงพระและตลาดเฉพาะกลุ่มไปสู่พื้นที่ออนไลน์ ผู้ขายสามารถเผยแพร่ภาพ ราคา และเรื่องราวของพระเครื่องให้ผู้คนได้รับรู้ในวงกว้าง
Social Media ยังช่วยสร้างมูลค่าให้พระเครื่องผ่านการเล่าประวัติ ความเชื่อ และชื่อเสียงของผู้สร้างหรือผู้ปลุกเสก ขณะที่ผู้ซื้อก็เปรียบเทียบและติดต่อซื้อขายได้สะดวกขึ้น
จึงทำให้พระเครื่องมีสถานะทั้งเป็นวัตถุแห่งศรัทธาและสินค้าในตลาด Online อย่างไรก็ตามการซื้อขายผ่านภาพและคำบอกเล่าอาจทำให้ตรวจสอบที่มาและความแท้ได้ยาก ผู้ซื้อจึงมักต้องพึ่งความน่าเชื่อถือของผู้ขายและชุมชนนักสะสม
เมื่อการจัดพิธีปลุกเสกเชื่อมโยงกับการระดมทุน ที่เป็นเงินที่ผู้คนมอบให้ด้วยความเชื่อและความศรัทธา คำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารทรัพย์สินของวัดจึงถูกนำมาซึ่งการตรวจสอบ
อีกทั้งเมื่อข้อสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใสในการจัดการเงินวัดถูกเปิดเผยขึ้นพร้อมกับข่าวความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมระหว่างอดีตพระกับสีกา
สังคมจึงตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับผลประโยชน์หรือไม่ รวมถึงเงินที่เกี่ยวข้องกับการจัดสร้างและให้เช่าบูชาพระเครื่องมีส่วนเกี่ยวข้องกับสีกาอย่างไร
ประเด็นเหล่านี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบและพิสูจน์ตามกระบวนการทางกฎหมาย
ผู้เขียนขอปิดท้ายบทความนี้ด้วยกาพย์นี้ค่ะ
ผ้าสีแก่นขนุน
เคยค้ำจุนศรัทธา
เงินตราพาหม่นมัว
ไฟศรัทธาในเงาเงิน
หญิงงามยิ้มละไม
ข่าวแพร่ไปทั่วสังคม
เงินเกี่ยวข้องอย่างไร
ยังรอไขความจริงเอย





