อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี หรือบอนด์ยีลด์ปรับสูงขึ้นเป็นร้อยละ 5.16 วันศุกร์ที่แล้ว ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี หลังขยับขึ้นต่อเนื่องทุกระยะการกู้ (Tenure) โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ที่สำคัญ บอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นเป็นปรากฏการณ์ในตลาดพันธบัตรทั่วโลก คำถามคือทำไมบอนด์ยีลด์ปรับขึ้น จะขึ้นอีกนานไหม และอันตรายไหมสำหรับการลงทุนและเศรษฐกิจ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์รอบนี้ ทั้งในสหรัฐและประเทศหลัก เช่น อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อิตาลี ออสเตรเลีย มาจากสาเหตุเดียวกัน คือ ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่กระทบทุกประเทศ
นอกจากนี้ก็มีปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ ซึ่งก็คือฐานะการคลังและหนี้สาธารณะ ที่ทำให้ความเร็วหรือ speed ของการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ในแต่ละประเทศต่างกัน ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่กระทบบอนด์ยีลด์ ได้แก่
1.วิกฤติราคาน้ำมันที่เป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะยืนในระดับที่สูงต่อไปหรืออาจสูงขึ้น กดดันให้ต้นทุนการผลิตในเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น
2.อัตราเงินเฟ้อสูงที่เป็นผลจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จากผลของราคาน้ำมันรวมถึงการขยายตัวของการใช้จ่ายในประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวดี เช่น สหรัฐ ที่สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเงินเฟ้อ นักลงทุนในตลาดพันธบัตรจะกังวลเงินเฟ้อเป็นพิเศษ เพราะอัตราเงินเฟ้อที่สูงลดอำนาจซื้อของเงินต้นและดอกเบี้ยที่ลงทุนในพันธบัตร
จึงอยากเห็นธนาคารกลางปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อซึ่งรอบนี้ก็เช่นกัน โดยกดดันผ่านการเทขายพันธบัตรทำให้บอนด์ยีลด์สูงขึ้น เราจึงเห็นธนาคารกลางปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
3.อุปสงค์อุปทานในตลาดพันธบัตร อุปสงค์คือความต้องการของนักลงทุนที่จะซื้อบอนด์ คือลงทุนในตลาดพันธบัตร ส่วนอุปทานคือความต้องการกู้เงินโดยการออกบอนด์ในตลาดพันธบัตรโดยภาครัฐและเอกชน เอกชนต้องการกู้เงินเพื่อการลงทุนเช่น ธุรกิจ AI เทคโนโลยี พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ส่วนภาครัฐต้องการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลการคลังและหมุนหนี้ คือกู้เงินใหม่มาแทนหนี้ที่ครบกําหนด
ปัจจุบันอุปทานในตลาดบอนด์มีมากกว่าอุปสงค์ ราคาพันธบัตรจึงลงและอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น นอกจากนี้ความไม่แน่นอนระยะยาวเรื่องเงินเฟ้อ ภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการเงิน ก็ทำให้นักลงทุนต้องการอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อชดเชยความไม่แน่นอน ทั้งหมดกดดันให้บอนด์ยีลด์ปรับสูงขึ้น
นี่คือปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่กระทบทุกประเทศ ส่วนปัจจัยเฉพาะก็คือ ปัญหาการคลังของแต่ละประเทศ ในประเด็นนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟตั้งข้อสังเกตว่า
ประเทศที่มีหนี้สาธารณะมากและหรือขาดแนวทางชัดเจนที่จะแก้ปัญหา การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์จะเร็วกว่าประเทศที่มีหนี้สาธารณะน้อย หรือมีแนวทางแก้ไขปัญหาการคลังชัดเจน
ประเทศในกลุ่มแรกก็เช่น สหรัฐ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี ส่วนญี่ปุ่นแม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเกิน 100% แต่การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ไม่ได้เร่งตัว เพราะผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลญี่ป่นส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนในประเทศ พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจึงไม่มีแรงกระทบจากต่างประเทศมากเหมือนประเทศอื่น
ต่อคำถามว่า การเพิ่มสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์น่ากลัวไหม ผมคิดว่าการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์หรืออัตราดอกเบี้ยเป็นเรื่องปกติ ทุกอย่างมีขึ้นมีลง เมื่อบอนด์ยีลด์สูงขึ้นก็เหมือนชี้ว่ายุคอัตราดอกเบี้ยต่ำได้ผ่านไปแล้ว ความต้องการใช้เงินทุกวันนี้มีมากขึ้น อัตราดอกเบี้ยจึงปรับสูงขึ้น สําหรับพันธบัตรรัฐบาล ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลถือเป็นผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง
ดังนั้น เมื่อบอนด์ยีลด์ภาครัฐสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์อื่นๆ ก็ปรับตาม เช่น หุ้น ทำให้ทุกคนต้องปรับตัวกับภาวะการเงินที่เปลี่ยนไป ปรับตัวกับต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้น ปรับตัวกับสภาพคล่องที่ไม่คล่องตัวเหมือนเดิม
ซึ่งส่วนใหญ่จะปรับตัวได้ถ้าการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์หรืออัตราดอกเบี้ยเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ผันผวนมากหรือมีช็อครุนแรง จึงเป็นหน้าที่ของทางการที่ต้องดูแลเรื่องนี้
อย่างไรก็ตามมี 2-3 เรื่องที่ควรติดตามในสถานการณ์ปัจจุบันเพราะสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและนักลงทุน (1) ทิศทางนโยบายการเงิน การปรับขึ้นต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์เปรียบเหมือนตลาดพันธบัตรส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อยังน่าห่วง และกรณีสหรัฐ ตลาดพันธบัตรคล้ายส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางหรือเฟดอาจช้าไปหรือไม่เร่งมือพอในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ดังนั้น ถ้าตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือนกันยายนยังไม่ลงชัดเจน เราอาจเห็นเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในช่วงไตรมาสสี่ปีนี้ ซึ่งจะมีผลอย่างมากต่อตลาดหุ้น เศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลกเพราะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร่งตัว
(2) ดอกเบี้ยขาขึ้นจะเพิ่มภาระในการชำระหนี้ให้กับภาครัฐ กรณีสหรัฐที่หนี้สาธารณะสูงถึง 40 ล้านล้านดอลลาร์ อัตราส่วนของภาระชำระหนี้คือ งบชำระดอกเบี้ยในงบประมาณแผ่นดินปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 19 อัตราส่วนนี้จะยิ่งสูงขึ้นถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นและการขาดดุลการคลังมีต่อเนื่อง
ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินมากขึ้นเพื่อชดเชยการขาดดุล นี่คือ พลวัตที่อันตรายของหนี้สาธารณะและบอนด์ยีลด์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องพร้อมกัน
(3) ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น เศรษฐกิจจะชะลอและในประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ เช่น ไทย ความเสี่ยงที่ประเทศจะไหลเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมปัญหาด้านเสถียรภาพจะมีสูง
คือ อัตราเงินเฟ้อสูง ขาดดุลการคลังและดุลบัญชีเดินสะพัดมาก มีเงินทุนไหลออกจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขึ้น กระทบค่าเงิน สภาพคล่องและการลงทุน นี่คือสิ่งที่ต้องระวังเช่นกัน
ต่อคำถามว่า การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์จะหยุดหรือชะลอลงไหม อย่างที่บอกทุกอย่างมีขึ้นมีลง เมื่อบอนด์ยีลด์มีปรับขึ้นก็ต้องมีปรับลง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและภาวะตลาด ในรอบนี้การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์เกิดจากสามปัจจัย ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และความต้องการกู้เงินในตลาดพันธบัตรที่มีมากกว่าความต้องการลงทุน
ถ้าทั้งสามปัจจัยนี้กลับทาง ราคาน้ำมันลดลงเพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย อัตราเงินเฟ้อเริ่มลงเพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และบอนด์ยีลด์ที่สูงจูงใจให้นักลงทุนสถาบันลงทุนในตลาดบอนด์มากขึ้น เช่น ย้ายพอร์ตออกจากหุ้นมาลงทุนในพันธบัตร การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ก็จะชะลอเพราะมีตัวดึงกลับ คืออุปสงค์ในตลาดพันธบัตรที่มีมากขึ้น
ขณะเดียวกันถ้าการแก้ไขปัญหาการคลังในประเทศที่มีหนี้มากมีแนวทางชัดเจน นักลงทุนมั่นใจ แรงกดดันให้บอนด์ยีลด์ปรับขึ้นก็จะผ่อนคลาย ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์จะไม่ไปทางเดียว แต่จะเริ่มกลับทางเมื่อเงื่อนไขต่างๆ อย่างที่กล่าวเกิดขึ้น
ท้ายสุด สำหรับ “ผู้ออม” ควรมองว่านี่คือโอกาสที่จะล็อกอินอัตราดอกเบี้ยสูงที่รอมาเป็นสิบๆ ปีโดยลงทุนในตลาดพันธบัตรเพราะอัตราดอกเบี้ยสูงคงยืนระยะนาน (Higher for longer) แต่ก็ต้องระวังเรื่องความเสี่ยง ซึ่งปลอดภัยสุดในแง่ความเสี่ยงตามทฤษฎี ย้ำตามทฤษฎีคือ “พันธบัตรรัฐบาล”





