เมื่อกล่าวถึง Silver Economy ธุรกิจไทยมักนึกถึงโรงพยาบาล บ้านพักผู้สูงวัย อาหารสุขภาพ Wellness ประกัน การท่องเที่ยว และผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบสำหรับคนอายุ 60 ปีขึ้นไป
ตลาดเหล่านี้มีความสำคัญแต่เป็นเพียงด้าน “อุปสงค์” ของเศรษฐกิจสูงวัย ยังมีอีกด้านที่ไทยใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ คือ ผู้สูงวัยในฐานะผู้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 14.68 ล้านคน หรือ 20.9% ของประชากรทั้งหมด ในจำนวนนี้ยังทำงานอยู่ 5.41 ล้านคน หรือ 36.8% ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการลดลงของประชากรวัยทำงาน ซึ่งทำให้เรื่องการจ้างงานหลังวัยเกษียณไม่ใช่เพียงโจทย์รายได้ของผู้สูงอายุ แต่เชื่อมโดยตรงกับปริมาณแรงงาน ผลิตภาพและศักยภาพการเติบโตของประเทศ
แรงงานไทยลดลง แต่ทุนประสบการณ์กลับถูกใช้ไม่เต็มที่
ธนาคารโลกเคยประเมินว่า หากอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานตามอายุและเพศยังคงเดิม การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรอาจทำให้ขนาดกำลังแรงงานไทยลดลงถึง 14.4 ล้านคนระหว่างปี 2563-2603 ขณะเดียวกันสัดส่วน ประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มลดลงอย่างมาก ผลกระทบจึงไม่ได้อยู่แค่จำนวนคนทำงานน้อยลง แต่รวมถึงภาระต่อการเติบโตของรายได้ต่อหัวและความสามารถในการแข่งขัน
เมื่อมองจากมุมนี้ การปล่อยให้บุคลากรที่สะสมความรู้มา 30-40 ปี ออกจากระบบอย่างฉับพลันทุกปี จึงมีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มองไม่เห็น อดีตผู้บริหารโรงงาน ฝ่ายขาย นักบัญชี วิศวกร ครู ข้าราชการและเจ้าของกิจการจำนวนมาก ไม่ได้สูญเสียความสามารถในวันที่พ้นตำแหน่ง แต่รูปแบบการจ้างงานเดิมไม่เอื้อต่อการใช้ความสามารถของเขาต่อ
ผมเรียกสินทรัพย์ส่วนนี้ว่า Experience Capital หรือทุนจากประสบการณ์ ซึ่งประกอบด้วยทั้งความเชี่ยวชาญ เครือข่าย ความสามารถในการตัดสินใจ และ Tacit Knowledge ที่เกิดจากการทำงานจริง สิ่งเหล่านี้มีมูลค่าแต่ยังไม่ได้ถูกแปลงเป็น “หน่วยบริการ” ที่ซื้อขายได้สะดวกเหมือนทักษะในตลาดฟรีแลนซ์ทั่วไป
โจทย์ไม่ใช่แค่ขยายอายุเกษียณ
การแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มอายุเกษียณเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ทุกคน งานวิจัย PIER ที่เผยแพร่เดือนมิถุนายน 2569 ศึกษาพนักงานในระบบอายุ 50-60 ปี 1,573 คน พบว่าคนทำงานจำนวนหนึ่งคาดหวังการลดชั่วโมงทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไปเมื่อเข้าใกล้วัยเกษียณ
และเสนอแนวคิด voluntary employment extension กับ phased retirement เพื่อให้คนทำงานต่อได้ตามความสมัครใจและลดความเข้มข้นของงานเป็นลำดับ
นี่มีนัยสำคัญต่อการออกแบบตลาดแรงงาน เพราะเส้นทางอาชีพในอนาคตไม่จำเป็นต้องเป็น Full-time จนถึงวันหนึ่งแล้วกลายเป็น Zero-time ในวันถัดไป เราสามารถมีช่วงเปลี่ยนผ่านจากงานเต็มเวลาไปสู่ Part-time, Project-based, Advisor, Mentor หรือ Fractional Executive ซึ่งใช้ความเชี่ยวชาญเดิม แต่ไม่ต้องแบกรับรูปแบบการทำงานเต็มเวลา
จีนและญี่ปุ่นกำลังมอง Silver Economy ในมุมที่กว้างขึ้น
จีนออกแนวทางพัฒนา Silver Economy ระดับ State Council ตั้งแต่ปี 2567 โดยนิยามเศรษฐกิจสูงวัยอย่างกว้างถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่กำลังเตรียมเข้าสู่วัยสูงอายุ พร้อมผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นขนาด มีมาตรฐานและสร้างแบรนด์ แนวทางดังกล่าวชี้ว่า ประเด็นสูงวัยถูกมองเป็นทั้งนโยบายสังคมและแหล่งการเติบโตใหม่
ญี่ปุ่นให้ภาพอีกด้านหนึ่ง OECD ระบุว่า อัตราการมีงานทำของคนอายุ 55-64 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 79.2% ในปี 2567 หลังมีมาตรการคงคนสูงวัยไว้ในตลาดแรงงานและขยายอายุการทำงานอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยควรทำตามญี่ปุ่นทั้งหมด แต่ยืนยันว่าการรักษาคนมีประสบการณ์ไว้ในระบบสามารถเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์กำลังแรงงานได้
Silver Economy ต้องมีทั้งคนซื้อและคนสร้าง
หากไทยมอง Silver Economy เฉพาะสินค้าและบริการที่ขายให้ผู้สูงอายุ เราจะเห็นตลาดขนาดใหญ่ แต่หากเพิ่มอีกมิติหนึ่งคือ ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุที่ยังพร้อมทำงานสามารถ “ขายความสามารถ” เราจะได้ทั้งกำลังซื้อและกำลังผลิตในระบบเดียวกัน
อดีต CFO อาจไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็น CFO เต็มเวลา แต่อาจช่วย SME เดือนละ 10 ชั่วโมง อดีต Sales Director อาจช่วยวาง Distributor Network เป็นโครงการสามเดือน อดีตผู้จัดการโรงงานอาจเข้าตรวจ Productivity 1-2 วันต่อเดือน ขณะที่อดีตผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศอาจช่วยธุรกิจไทยเตรียมเจรจากับคู่ค้าจีนหรืออาเซียนเฉพาะช่วงที่จำเป็น
เศรษฐกิจรูปแบบนี้มีเหตุผลทางต้นทุนสำหรับ SME ด้วย เพราะธุรกิจจำนวนมากต้องการความเชี่ยวชาญระดับสูง แต่ไม่มีกำลังหรือความจำเป็นต้องจ้างตำแหน่งดังกล่าวเต็มเวลา หากความเชี่ยวชาญสามารถซื้อเป็นรายชั่วโมง รายวัน หรือรายโครงการได้ ตลาดก็สามารถจับคู่ “ความรู้ที่ว่างอยู่” กับ “ปัญหาที่ต้องการแก้” ได้มีประสิทธิภาพขึ้น
ตลาดใหม่ต้องมีโครงสร้างความน่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตาม ตลาดประสบการณ์ไม่สามารถเกิดจากการเปิดเว็บไซต์ให้คนลงโปรไฟล์แล้วจบ เพราะสิ่งที่ซื้อขายคือ “ความน่าเชื่อถือ” จำเป็นต้องมีระบบยืนยันตัวตน ตรวจสอบประสบการณ์ ใบประกอบวิชาชีพในงานที่มีกฎหมาย ควบคุม ระบบชำระเงิน รีวิว การจัดการข้อพิพาทและมาตรฐานความปลอดภัย หากออกแบบไม่ดี ปัญหาข้อมูลไม่สมมาตร จะทำให้ตลาดไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้
ประเทศไทยเองเริ่มขยับด้านนโยบายแล้ว เมื่อกระทรวงแรงงานประกาศในเดือนสิงหาคม 2569 ว่าอยู่ระหว่างพัฒนาข้อเสนอส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยมองตั้งแต่ทักษะที่จำเป็น สภาพการทำงาน ความปลอดภัยไปจนถึงการคุ้มครองแรงงานและหลักประกันทางสังคม ขั้นต่อไปจึงควรขยายจากคำว่า “มีงานให้ผู้สูงอายุ” ไปสู่คำว่า “มีงานที่ใช้ผลิตภาพของผู้สูงอายุ”
จากนโยบายผู้สูงวัย สู่ยุทธศาสตร์ผลิตภาพ
การทำงานหลังวัยเกษียณไม่ควรถูกเสนอเป็นภาระหน้าที่ของทุกคน คนที่ต้องการพักต้องมีสิทธิพัก และคนที่สุขภาพไม่เอื้อควรได้รับความคุ้มครอง แต่สำหรับคนที่พร้อมและสมัครใจ การเปิดช่องทางให้ใช้ประสบการณ์ต่อ คือ การรักษาทุนมนุษย์ที่ประเทศและองค์กรลงทุนสะสมมาหลายสิบปี
Silver Economy ของไทย จึงควรมีสองคำถามพร้อมกัน คำถามแรกคือ “ธุรกิจจะสร้างสินค้าและบริการอะไรให้สังคมสูงวัย” และคำถามที่สองคือ “เศรษฐกิจจะเปิดพื้นที่ให้คนสูงวัยที่ยังมีศักยภาพสร้างอะไรกลับคืนมาได้บ้าง” หากตอบคำถามที่สองได้ดี สังคมสูงวัยจะไม่เป็นเพียงแรงกดดันต่อกำลังแรงงาน แต่สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ผลิตภาพและการเติบโตของไทยในระยะยาว





