สื่อมวลชนตะวันตกออกข่าวว่า รัฐบาลบ้านเขาออกกฎหมายห้ามเยาวชนใช้งานเครือข่ายสังคม ผู้ใหญ่ในบ้านเราได้ข่าวนี้ ต่างก็เชียร์ให้มีการห้ามเยาวชนใช้งานเครือข่ายสังคมตามข่าวที่รับทราบมาบ้าง
โดยอาจไม่ได้ติดตามลงไปในรายละเอียดว่า รัฐบาลประเทศตะวันตกที่ทำเรื่องนี้ กำหนดให้เป็นภาระของผู้ดำเนินการเครือข่ายสังคมในการกลั่นกรองว่า ผู้ใช้เป็นเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่าที่รัฐบาลกำหนดไว้หรือไม่
หากอายุต่ำกว่าที่กำหนดก็จะระงับการใช้งานบัญชีนั้นไป คือเปิดบัญชีผู้ใช้งานแล้วก็จริงแต่จะใช้บัญชีนั้นต่อไปไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่การปิดกั้นการใช้งานเครือข่ายสังคมทั้งหมด ปิดแค่ไม่ให้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตนเองลงไปในเครือข่ายสังคมนั้น เยาวชนจะดูเรื่องราวของคนอื่นในเครือข่ายสังคมยังกระทำได้อยู่
แม้จะมีกฎหมายกำหนดห้ามไว้ก็จริง แต่ผลในทางปฏิบัติไม่ได้ดีเด่นเหมือนกับที่เป็นข่าวใหญ่โต ไม่ได้ผลเด็ดขาดเหมือนกับที่คนดังบางคนเข้าใจกันไปเอง เครือข่ายสังคมส่วนใหญ่เริ่มต้นการตรวจสอบอายุผู้ใช้ โดยให้ผู้ใช้ประกาศอายุของตนเอง ถ้าประกาศว่าอายุเกินกว่าที่ทางการกำหนดก็จะยอมให้เปิดบัญชีผู้ใช้ได้
แต่ไม่ได้จบแค่นั้น ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมจะใช้ AI ติดตามรายละเอียดต่างๆ จากบัญชีผู้ใช้นั้น ไม่ว่าจะเป็น สำนวนภาษาที่ใช้ รูปภาพใบหน้าที่เผยแพร่ สาระเรื่องราวที่เผยแพร่ เพื่อประกันว่าคนนั้นอายุมากกว่าที่ทางการกำหนดไว้จริง
การตรวจสอบด้วย AI ทำนองนี้ มักจะมี False Positive คือ บอกว่าผู้ใหญ่กลายเป็นเด็ก หรือเด็กโตกลายเป็นเด็กเล็ก คือมีผู้ใหญ่ทำตัวเหมือนเด็กในเครือข่ายสังคมค่อนข้างมาก จึงสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างปัญหาให้กับผู้ใช้ที่อายุเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดจำนวนไม่น้อย
การตรวจสอบด้วย AI จึงต้องยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความไม่พึงพอใจให้กับลูกค้าที่ AI รายงานผิดพลาด ความยืดหยุ่นที่มากขึ้นนี้เอง ทำให้มี False Negative มากขึ้น คือรายงานว่าเด็กเป็นผู้ใหญ่ กฎหมายห้ามไว้ แต่ AI ตรวจสอบผิดพลาด เยาวชนจำนวนหนึ่งก็เลยเปิดบัญชีใช้งานกันได้ โดยแค่บอกอายุเกินกว่าที่เป็นจริงเท่านั้น
บางคนบอกว่า ผู้ประกอบการเครือข่ายสังคมต้องตรวจสอบบัตรประชาชนกันก่อนให้เปิดบัญชีผู้ใช้ จะได้ปิดทางไม่ให้เยาวชนแจ้งอายุที่สูงกว่าที่เป็นจริง ซึ่งพูดง่ายกว่าการลงมือทำจริง
เพราะมีประเด็นที่เป็นอุปสรรคนานาประการในการปฏิบัติ ประเด็นการรักษาความลับข้อมูลส่วนบุคคลบ้าง การปลอมใช้บัตรของผู้อื่นในการเปิดบัญชีบ้าง มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมมาก บางประเทศเยาวชนอายุน้อยๆ ก็ยังไม่มีบัตรประชาชน วิธีนี้จึงไม่ใช่หนทางที่มีประสิทธิผล
นอกจากนั้น หากตรวจ ID กันโดยละเอียดในประเทศหนึ่ง แต่อีกประเทศหนึ่งไม่มีข้อจำกัดใดๆ เยาวชนเพียงแค่ใช้ VPN ทะลุจากประเทศที่ห้ามไปยังประเทศที่ไม่ห้าม ก็สามารถไปเปิดบัญชีในประเทศนั้นแทนได้
การประกันอายุผู้ใช้งาน หรือ Age Assurance มักจะเข้มข้นจริงจังมากน้อยตามความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต ถ้าใช้เพื่อดูเว็บการศึกษา เว็บสาธารณะทั่วไปที่สาระไม่มีอันตรายใดๆ กับเยาวชน การประกันอายุผู้ใช้งานก็จะกระทำอย่างผิวเผิน แค่ยืนยันว่าอายุเกินกว่าที่กำหนดไว้ ก็ให้เปิดบัญชีผู้ใช้ได้เลย เปิดแล้วก็ไม่มีการติดตามการใช้งานเพื่อคาดการณ์อายุ
ถ้าเป็นเครือข่ายสังคมที่มีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว มีการให้ความเห็น มีการแชร์ตำแหน่งที่อยู่ การประกันอายุผู้ใช้งานจะเพิ่มการใช้ AI ตรวจสอบสาระที่เผยแพร่เพื่อคาดการณ์อายุ และจะตรวจสอบเพิ่มเติมเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นผู้ใช้ที่เป็นผู้ใหญ่จริงๆ
ถ้าเป็นแหล่งสาระสำหรับผู้ใหญ่ หรือเป็นเครือข่ายสังคมที่มีความเสี่ยงสูงในด้านต่างๆ ทั้งการเงิน การหลอกลวง ให้กระทำผิดต่างๆ การประกันอายุผู้ใช้งานจะกระทำร่วมกับแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่สามารถยืนยันตัวตนได้อย่างน่าเชื่อถือ เช่น แอปยืนยันตัวตนจากหน่วยงานของรัฐ
ภัยต่อเด็กและเยาวชนที่มากับอินเทอร์เน็ต ไม่ได้หมดไปเพียงแค่การออกกฎหมายห้ามเด็กและเยาวชนใช้งาน เหมือนที่คาดกันไว้เมื่อได้ทราบจากสื่อมวลชนตะวันตก ข่าวบอกกล่าวด้านดี แต่บอกไม่หมดว่าได้ผลจริงจังแค่ไหน
วันนี้ คนใกล้ตัวเด็กและเยาวชนก็ยังต้องมีบทบาทสำคัญในเรื่องการป้องกันพิษภัยเหล่านี้ แต่ที่พบเจอกันบ่อยในวันนี้กลับไปในทางตรงข้าม คือพ่อแม่นำข้อมูลลูกมาเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตเสียเอง





