วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ถอดสลัก AI ระยอง จากเวทีเสวนาสู่ ‘Mission-Oriented Sandbox’ เพื่อสุขภาวะและ SME ฐานราก

“ระยอง” คือหัวหอกทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศในเชิงสถิติมหภาค ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว (GRP per Capita) ที่อยู่ในระดับแถวหน้า

สะท้อนความสำเร็จอันงดงามของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอุตสาหกรรมหนักและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 

ทว่าเบื้องหลังตัวเลขมหภาคอันแข็งแกร่ง โครงสร้างเศรษฐกิจจริงกลับดำเนินไปในลักษณะสองขั้ว (K-Shaped) กลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ก้าวหน้าสู่ระบบอัตโนมัติและดิจิทัลไปไกล ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม SME ท้องถิ่น ทั้งภาคบริการ การท่องเที่ยว ที่พักและเกษตรกรรม ยังต้องรับมือกับต้นทุนค่าครองชีพสูงโดยขาดแต้มต่อด้านเทคโนโลยีขั้นสูง

ความพยายามล่าสุดอย่างงานสัมมนา AI Builder Hub: SME CONNECT ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง ภายใต้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร

นับเป็นหมุดหมายที่น่าชื่นชมในการจุดประกายให้เห็นความสำคัญของการเชื่อมคนรุ่นใหม่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และธุรกิจท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

เจตนารมณ์อันดีนี้ท้าทายให้เราขบคิดต่อในระดับนโยบายว่า หลังม่านสัมมนาปิดลงและเวลาเวทีสิ้นสุดลง เราจะสร้างกลไกส่งไม้ต่ออย่างไรให้แนวคิดจากงานสัมมนาหยั่งรากลงสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่? เพราะปัญหาเรื้อรังที่ทำให้การยกระดับเทคโนโลยีฐานรากของไทยยังขับเคลื่อนได้ช้า เกิดจากคอขวดเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยการปลดล็อกร่วมกันในทุกระดับ

1.ปรับกระบวนทัศน์นวัตกรรม ก้าวข้ามวัฒนธรรมการประกวด สู่ Real-world Deployment

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผู้เขียนเคยทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษานำทีมนักศึกษาพัฒนาโครงการชื่อ “Health Check” จนได้รับรางวัลรองชนะเลิศ จากการนำเสนอ ณ กระทรวงการต่างประเทศ และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมนำเสนอในเวทีระดับนานาชาติ อย่างการประชุม UN Forum on Business and Human Rights ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 

ประสบการณ์ครั้งนั้นสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใดๆ ก็ตาม จะทรงคุณค่าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อสามารถคุ้มครอง ยกระดับ และสร้างความเท่าเทียมในสิทธิการมีชีวิตและสุขภาวะที่ดีของมนุษย์ได้

ทว่าความท้าทายเชิงโครงสร้างของระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่ผ่านมา คือการที่โครงการจำนวนมากยังติดอยู่ในวงจรเดิม “คิดค้นโมเดล > ส่งประกวด Pitching > รับโล่รางวัล > จบโครงการ”

เวทีการประกวดและ Pitching เป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมในการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน แต่หากระบบการสนับสนุนหยุดอยู่เพียงแค่นั้น โดยไม่มีท่อส่ง (Pipeline) ที่ชัดเจนเพื่อผลักดันผลงาน ไปสู่การทดสอบหน้างานจริงในโรงงานหรือแปลงเกษตร

สังคมเราจะสูญเสียทรัพยากรไปกับการ “คิดซ้ำในสิ่งที่หลายประเทศใช้จริงจนก้าวหน้าไปแล้ว” (Reinventing the Wheel) ความสำเร็จจึงยังจำกัดอยู่เพียงตัวชี้วัดเชิงกิจกรรม (Vanity Metrics) มากกว่าผลลัพธ์เชิงผลิตภาพในระบบเศรษฐกิจจริง 

2.ทลายคอขวด SME เปลี่ยนข้อมูลในพื้นที่สู่ POC

ในมิติของผู้ประกอบการ SME ท้องถิ่น ปัญหาไม่ได้เกิดจากการขาดความตื่นตัว หากแต่เกิดจาก “ช่องว่างระหว่างความรู้กับการนำไปใช้จริง” การอบรมทั่วไปมักเน้นการสร้างความเข้าใจพื้นฐานหรือการใช้เครื่องมือสำเร็จรูปกว้างๆ ซึ่งยังไม่เชื่อมโยงกับโครงสร้างต้นทุน (Unit Economics) กระบวนการผลิต และระบบข้อมูลหลังบ้านของธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ในมิติการพัฒนาเชิงพื้นที่ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนข้อมูล ทุกภาคส่วนต่างลงพื้นที่สำรวจและจัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทว่าข้อมูลเหล่านั้นมักไม่ถูกส่งต่อไปถึงขั้นการพัฒนาเป็น Proof of Concept (POC) หรือต้นแบบโซลูชันที่จับต้องได้ เนื่องจาก

- ขาดกลไกแปลงโจทย์ (System Integration) ขาดบุคลากรสายเทคนิคในพื้นที่ที่ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” แปลงปัญหาจริงของชุมชนและ SME ให้เป็นระบบซอฟต์แวร์หรือโมเดล AI

- ขาดพื้นที่ทดลอง (Sandbox) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่เผชิญข้อจำกัดทางระเบียบกฎหมายและการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้ยากต่อการเปิดพื้นที่ทดสอบระบบต้นแบบที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนมาตรฐาน

เมื่อไม่มี POC และไร้ Sandbox ให้เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ SME ย่อมลังเลที่จะจัดสรรงบประมาณเข้ามาลงทุน เพราะมองไม่เห็นจุดคุ้มทุน (ROI) ที่แน่นอน

3.ทางออกเชิงนโยบาย จาก ‘Health Check’ สู่ ‘Glu+Me’ โมเดล Sandbox สุขภาพชุมชน

จากรากฐานโครงการ Health Check ที่เจนีวาในวันนั้น กำลังพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นแพลตฟอร์ม “Glu+Me” ในปัจจุบัน เพื่อผลักดันให้เกิด “AI เพื่อสุขภาพของประเทศไทย” ที่ใช้งานได้จริง

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าการจะทำให้ SME ตื่นตัวและกล้าก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ภาครัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้สนับสนุนการจัดอีเวนต์” มาเป็น “ผู้ร่วมสร้างตลาด (Market Shaper)” 

ด้วยการนำกรอบคิด Mission-Oriented Public Investment มาใช้ โดยกำหนดให้ “ระบบสาธารณสุขและสุขภาวะชุมชน” เป็นโครงการเรือธงนำร่อง

เปิด Regulatory Sandbox ด้านสุขภาพชุมชน

การนำโมเดลอย่าง Glu+Me หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้านสุขภาพ (Digital Health Infrastructure) มาช่วยคัดกรองกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ดูแลผู้สูงอายุ และสนับสนุนอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็นบริการสาธารณะที่สร้างความชอบธรรมสูงสุดในการจัดสรรงบประมาณของรัฐ

การมีคณะกรรมาธิการฯ และฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาร่วมรับฟัง ถือเป็นโอกาสอันดีในการร่วมกันผลักดันให้เกิด “กฎหมายพื้นที่ทดลอง” (Regulatory Sandbox) ในระยอง เพื่อเปิดทางให้ระบบต้นแบบสามารถทดสอบการใช้งานได้จริงภายใต้การกำกับดูแลที่ปลอดภัย

เปลี่ยนห้องเรียนและงานวิจัยเป็น Living Lab

สถาบันการศึกษาในพื้นที่ เช่น มจพ.วิทยาเขตระยอง ซึ่งมีศักยภาพทางวิศวกรรมชั้นนำ สามารถเป็นแกนหลักในการปรับบทบาทจากการส่งเสริมนักศึกษาเพื่อล่ารางวัล มาเป็น “พี่เลี้ยงดิจิทัล” (Tech Implementers) นำข้อมูลจริงในระยองมาทำโครงงานระดับ POC ที่ทดสอบจริงใน รพ.สต. หรือชุมชน วัดผลสำเร็จด้วยการลดภาระงานของบุคลากรหน้างานจริง

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเริ่มทำงานและมีผู้ใช้งานจริง ตลาดและดีมานด์เชิงพาณิชย์จะปรากฏขึ้นทันที SME ท้องถิ่นจะเริ่มมองเห็นโอกาสในการปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ เช่น ธุรกิจอาหารสุขภาพเฉพาะบุคคล, บริการดูแลผู้สูงอายุ (Elderly Care), คลินิกและร้านยาชุมชน, ตลอดจนธุรกิจไอทีท้องถิ่นที่เข้ามาดูแลระบบเซนเซอร์และฮาร์ดแวร์ 

ก้าวต่อไปของระยอง

งานสัมมนาอย่าง AI Builder Hub: SME CONNECT ได้ทำหน้าที่จุดไฟทางความคิดได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว สิ่งที่นโยบายภาครัฐและสถาบันการศึกษาต้องร่วมมือกันทำต่อทันที คือ การสร้างสะพานเชื่อมจากเวทีสัมมนาลงสู่หน้างานจริง

การผลักดันให้เกิด Sandbox ด้านสุขภาพชุมชน ควบคู่กับการยกระดับบทบาทมหาวิทยาลัยให้เป็นห้องทดลองมีชีวิต (Living Lab) ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดระยองได้อย่างแท้จริง แต่ยังเป็นการวางรากฐานระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ที่เปิดโอกาสให้ SME และคนรุ่นใหม่เติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน.