วันจันทร์ที่ผ่านมา (7 กันยายน 2569) ปรากฏข่าวเกี่ยวกับ “ภาคอุตสาหกรรม” บนหน้า 1 หนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ที่น่าเป็นห่วงอยู่เรื่องหนึ่ง สรุปได้ความว่า
“สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” (สอท.) รายงานข่าวว่า การจ้างงานในประเทศกำลังเข้าสู่สถานการณ์เปราะบางเมื่อภาคธุรกิจใช้ “มาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน” เพิ่มมากขึ้น ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้นายจ้างที่จำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนชั่วคราว (เมื่อมีเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย) ให้นายจ้างจ่ายเงินลูกจ้างไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างตลอดเวลาที่หยุดชั่วคราว
“มาตรา 75” ดังกล่าวข้างต้นกำหนดให้นายจ้างต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น ขาดแคลนวัตถุดิบ ประสบปัญหาเศรษฐกิจ หรือถูกยกเลิกคำสั่งซื้อ ซึ่งเป็นเหตุที่มิใช่เหตุสุดวิสัย เช่น ภัยธรรมชาติ โดยระหว่างหยุดกิจการต้องจ่ายเงินให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างในวันทำงานปกติ ตลอดเวลาที่ไม่ได้ให้ทำงาน และต้องแจ้งให้ลูกจ้าง และพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าก่อนเริ่มหยุดกิจการ
ทำให้ผู้ประกอบการในปัจจุบันที่เผชิญกับการแข่งขันรุนแรง อยู่ระหว่างตัดสินใจใช้สิทธิหยุดกิจการชั่วคราว (ทั้งในรูปแบบของการขอรับสิทธิสวัสดิการกรณีว่างงาน และการประกาศหยุดกิจการชั่วคราว) ซึ่งเป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงความเปราะบางตลาดแรงงาน
สาเหตุหลักของการใช้มาตรา 75 มาจากบางกิจการขาดทุนสะสมจำนวนมาก และไม่มีคำสั่งซื้อจากลูกค้าตามปกติ รวมถึงลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อจำนวนมาก รวมถึงสาเหตุอื่น เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ระบุถึงกลุ่มกิจการที่น่าติดตามเป็นพิเศษ 4 กลุ่ม คือ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง และกลุ่มพลาสติกอุตสาหกรรม เพราะได้รับผลกระทบ 2 ด้าน ทั้งการนำเข้าวัตถุดิบมูลค่าสูงขึ้น และเผชิญอุปสรรคการขนส่งที่มีต้นทุนแพงขึ้น
ดังนั้น ภาครัฐต้องเร่งสร้างมาตรการรองรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรีสตาร์ตธุรกิจ อาทิ การฟื้นฟูแผนธุรกิจ ระบบที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยง SMEs การสนับสนุนแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ระบบเพิ่มสภาพคล่องแบบ Factoring ที่ได้เงินทุนหมุนเวียนเร็วขึ้น
การแก้ไขปัญหาเครดิตเทอม รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ และการชำระเงินให้สอดคล้องขีดความสามารถผู้ประกอบการ หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือจะทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากอาจจะตัดสินใจปิดกิจการ
ส่วนภาคเอกชน ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และ SMEs ก็จะต้องเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต (Cost Reduction) และการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity Improvement)
ทุกวันนี้ วิธีการหนึ่งที่ได้ผลในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกิจการ ก็คือ การลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้แนวความคิดและเทคนิคปฏิบัติการในเรื่องของ “Lean Manufacturing”
ในมุมมองของ “นักบริหารการผลิต” แล้ว แนวความคิดเรื่อง Lean Manufacturing ไม่ใช่เพียงแค่ “เทคนิคในการลดต้นทุนการผลิต” เท่านั้น แต่คือแนวความคิดเกี่ยวกับ “การบริหารจัดการที่มุ่งสร้างมูลค่าสูงสุดให้แก่ลูกค้า (Maximize Customer Value) โดยการขจัดความสูญเปล่า (Muda / Waste) ทั้งหมดในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง”
ในความเป็นจริงแล้ว กระบวนการผลิตทั่วไป มักมีกิจกรรมที่ไม่สร้างมูลค่าแฝงอยู่มากมาย เช่น การรอคอย การเคลื่อนย้าย หรือการเก็บสินค้าคงคลังมากเกินความจำเป็น แนวความคิดเรื่อง Lean Thinking จะเข้ามาช่วยตัดส่วนเกิน (ความสูญเปล่า) เหล่านี้ออกไป เพื่อให้กระบวนการผลิตสั้นลง ต้นทุนต่ำลง คุณภาพสูงขึ้น และส่งมอบได้เร็วมากขึ้นด้วย
การบริหารการผลิตแบบ Lean Manufacturing จะดำเนินการผ่าน 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
1.การระบุให้ชัดเจนว่าสิ่งใดคือ “คุณค่า” (Specify Value) ในสายตาของลูกค้า (โดยตอบคำถามให้ได้ว่า ลูกค้ายอมจ่ายเงินซื้อเพราะอะไร/เพื่ออะไร)
2.การเขียนแผนผังสายธารแห่งคุณค่า (Map the Value Stream) (VSM) เพื่อแยกแยะว่า ขั้นตอนใดสร้างมูลค่า และขั้นตอนใดคือความสูญเปล่าหรือความสูญเสีย
3.การจัดกระบวนการผลิตให้ไหลลื่นอย่างต่อเนื่อง (Create Flow) เพื่อไม่ให้มีการสะดุด หยุดรอ หรือเกิดงานกระจุกเป็นคอขวด
4.การใช้ระบบการผลิตแบบ “ดึง” (Establish Pull System) โดยผลิตเฉพาะสิ่งที่ลูกค้าต้องการและในเวลาที่ลูกค้าต้องการเท่านั้น
5.การมุ่งสู่ความสมบูรณ์แบบด้วยการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Pursue Perfection / Kaizen) โดยยอมรับว่าความสูญเปล่าสามารถลดลงได้อีกเสมอ
ปัจจุบัน หลายองค์กรได้นำระบบ Digital และ AI มาช่วยดำเนินการใน 5 ขั้นตอนหลักข้างต้น และได้รับผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างยิ่ง
ทั้งหมดทั้งปวงนี้ การเป็น “นักบริหารการผลิตที่ประสบความสำเร็จ” ในการขับเคลื่อน Lean Manufacturing ทั้ง 5 ขั้นตอนหลักข้างต้นนั้น ไม่ควรจะดำเนินการด้วยการบังคับใช้กฎระเบียบหรือกฎหมายเท่านั้น
แต่ต้องเป็นการสร้าง “วัฒนธรรมองค์กร” ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนสามารถมองหาความสูญเปล่าต่างๆ ในองค์กร และกล้าที่จะริเริ่มการปรับปรุงวิธีการทำงานและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ การปรับปรุงงานด้วยแนวความคิดเรื่อง Lean Manufacturing และการพัฒนาองค์กร (OD) จะต้องคำนึงถึง “ความปลอดภัย” (Safety) และ “ขวัญกำลังใจ” (Morale) ของพนักงานผู้ปฏิบัติงานเป็นเงื่อนไขที่สำคัญด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความยั่งยืนขององค์กรอย่างแท้จริง ครับผม !





