วันเสาร์ ที่ 22 สิงหาคม 2569

Login
Login

ภาคอุตสาหกรรม เตือนร่าง PDP 2026 เสี่ยงดันค่าไฟ จับตา 'SMR-แบต-CCS' ต้นทุนสูง

แหล่งข่าวจากภาคอุตสาหกรรม กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงทิศทางร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 ว่า จากกระแสข่าวที่ออกมาถึงภาพรวมของแผนถือว่าพยายามออกแบบให้รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเติบโตของ Data Center รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อโครงสร้างความต้องการไฟฟ้าของประเทศในระยะข้างหน้า

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ การประเมินช่วงเวลาความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ Peak ที่มีการขยับมาอยู่ในช่วงประมาณ 20.00-21.00 น. ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้รถ EV โดยเฉพาะการชาร์จรถในช่วงหลังเลิกงาน จึงเป็นโจทย์สำคัญต่อการวางแผนกำลังผลิตและบริหารจัดการระบบไฟฟ้า

ห่วง SMR 9,000 เมกะวัตต์ ต้องสร้าง 30 โรง

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณา 4 แนวทางของ PDP 2026 ตามข่าวนั้นสิ่งที่ต้องจับตาคือการบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ไว้ในทุกทางเลือก โดยมีปริมาณกำลังผลิตในระดับมากกว่า 9,000 เมกะวัตต์

แหล่งข่าว ระบุว่า หากในความเป็นจริงที่เคยวางไว้คือสมมุติฐาน SMR หนึ่งโรงมีกำลังผลิตประมาณ 300 เมกะวัตต์ เท่ากับว่าไทยอาจต้องมีโรงไฟฟ้า SMR มากถึงประมาณ 30 โรง เพื่อให้ได้กำลังผลิตตามระดับดังกล่าว จึงเกิดคำถามว่าประเทศไทยมีความพร้อมมากน้อยเพียงใด เพราะหากมองไปอีก 10 ปีข้างหน้า การจะมี SMR โรงแรกเกิดขึ้นจริง ยังต้องเตรียมการอีกหลายด้าน

ทั้งกฎหมาย การกำกับดูแล ต้นทุน เทคโนโลยี ความพร้อมของบุคลากร ตลอดจนการยอมรับจากประชาชน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อม ดังนั้น ความไม่แน่นอนของ SMR จึงยังมีอยู่ และควรพิจารณาอย่างระมัดระวังในการกำหนดกำลังผลิตระยะยาว

แบตเตอรี่ดีหากราคาลง CCS ยังไม่พร้อมเชิงพาณิชย์

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งถูกบรรจุในแผนในระดับมากกว่า 10,000 เมกะวัตต์ โดยมองว่าเป็นทิศทางที่ดี หากในอนาคตต้นทุนแบตเตอรี่ปรับลดลงตามการพัฒนาเทคโนโลยีและการผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพราะจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบไฟฟ้า และรองรับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น

ส่วนก๊าซธรรมชาติ ยังมีบทบาทในหลายทางเลือกของ PDP 2026 โดยบางแนวทางยังพึ่งพาก๊าซฯ ในปริมาณมาก และมีการนำเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) เข้ามาประกอบเพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอน

แต่ประเด็นสำคัญคือ CCS ในปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง จึงถือเป็นอีกหนึ่งความไม่แน่นอนทางเทคโนโลยีที่ต้องประเมินอย่างรอบคอบ และในมุมมองของภาคอุตสาหกรรม ความไม่แน่นอนของ CCS อาจสูงไม่แพ้ หรืออาจมากกว่า SMR ด้วยซ้ำ

“ใน 4 ทางเลือก หากจะมีการเลือก นอกจากประเด็นเรื่องเทคโนโลยีที่ต้องคำนึงถึงแล้ว ยังมีเรื่องผลกระทบจากต้นทุนต่ออัตราค่าไฟ ซึ่งเวลานี้อาจยังไม่เห็นรายละเอียดมากนักของแผน แต่ควรต้องมีความชัดเจน”

ชูพลังงานสะอาดเกิน 60% มุ่ง Net Zero

แหล่งข่าวกล่าวว่า ภาพรวมของ PDP 2026 ถือว่ามีทิศทางเหมาะสม โดยเฉพาะการมุ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้า เพราะหากสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดได้มากกว่า 60% ก็ถือเป็นทิศทางที่ดี และหากสามารถเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 70% ได้ ก็จะยิ่งช่วยสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการมุ่งสู่ Net Zero ของประเทศ

แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันคือ รายละเอียดของเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ ทั้ง SMR แบตเตอรี่ และ CCS เนื่องจากแต่ละเทคโนโลยียังมีความไม่แน่นอนทั้งด้านความพร้อม ต้นทุน และระยะเวลาในการพัฒนา หากกำหนดกำลังผลิตไว้สูงเกินไปโดยอาศัยเทคโนโลยีที่ยังไม่พร้อม อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อแผนในอนาคต

เร่ง Demand Response-TOU กระจายพีค EV

นอกจากนี้ อีกเครื่องมือที่น่าสนใจคือ Demand Response หรือการตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า ซึ่งในร่างแผนมีการคำนึงถึงประเด็นนี้ โดยจะช่วยบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ระบบมีความต้องการสูง หรือช่วง Peak ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภาคอุตสาหกรรมมองว่า Demand Response จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต เพราะการบริหารดีมานด์ อาจช่วยลดความจำเป็นในการสร้างกำลังผลิตใหม่บางส่วน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยมีภาระการใช้ไฟฟ้าจาก EV และ Data Center เพิ่มขึ้น

อีกประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ อัตราค่าไฟตามช่วงเวลาการใช้งาน หรือ Time of Use (TOU) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเลื่อนการใช้ไฟไปอยู่ในช่วงที่ระบบมีความต้องการต่ำ โดยเฉพาะการชาร์จ EV

หากสามารถออกแบบโครงสร้างค่าไฟให้ผู้ใช้ EV มีแรงจูงใจในการกระจายเวลาชาร์จ ไม่กระจุกตัวในช่วงเดียวกัน จะช่วยลดการเกิดจุด Peak และทำให้การใช้ไฟฟ้าในระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จี้เปิดรายละเอียด Net Metering-โซลาร์รูฟท็อป

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นรายละเอียดของ PDP 2026 ฉบับเต็ม จึงยังไม่สามารถประเมินภาพรวมของแผนได้ทั้งหมด แต่มีบางประเด็นที่เคยถูกพูดถึงตั้งแต่ช่วงเริ่มจัดทำแผน และควรผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเฉพาะ Net Metering หรือระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้าอัตโนมัติระหว่างไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์กับไฟฟ้าที่ใช้จากระบบ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ให้ขยายตัวมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มศักยภาพโซลาร์ลอยน้ำ (Solar Floating) หากสามารถเพิ่มสัดส่วนในแผนได้ ก็จะช่วยสนับสนุนการเพิ่มพลังงานสะอาดโดยไม่ต้องพึ่งพาพื้นที่ดินเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ PDP 2026 กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการกำหนดโครงสร้างพลังงานไทยระยะยาว โดยโจทย์ไม่ได้อยู่เพียงการจัดหากำลังผลิตให้เพียงพอต่อ Data Center, EV และรถไฟความเร็วสูง แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของระบบ ต้นทุนค่าไฟ เทคโนโลยี และเป้าหมาย Net Zero

ขณะที่ SMR แบตเตอรี่ และ CCS ยังมีข้อจำกัดด้านความพร้อมและต้นทุน จึงเป็นความท้าทายของภาครัฐที่จะต้องออกแบบแผนให้ยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนตามเทคโนโลยีในอนาคตได้ พร้อมใช้ Demand Response, TOU และการกระจายแหล่งพลังงานหมุนเวียนเข้ามาช่วยลดแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าและค่าไฟของประเทศ