วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

จากคำวินิจฉัยสู่การเปลี่ยนดุลอำนาจ : เกิดอะไรกับ กสทช. หลัง 17 กรกฎาคม?

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 อาจดูเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของ ข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติของบุคคลหนึ่งคน แต่เมื่อเวลาผ่านมาเกือบสองเดือน สิ่งที่เกิดขึ้นกับ กสทช. ไม่ได้อยู่เพียงว่า ใครยังดำรงตำแหน่ง หรือใครพ้นจากตำแหน่ง

แต่กำลังกลายเป็นคำถามว่า ระหว่างที่สถานะทางกฎหมายยังมีข้อโต้แย้ง ใครมีอำนาจทำให้องค์กรเดินต่อ?

จากปัญหาคุณสมบัติ สู่ปัญหาการใช้อำนาจ

จุดเริ่มต้นคือ มติของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเห็นว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้าม และถือว่าสละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ต่อมา มหาวิทยาลัยมหิดลมีหนังสือลงวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ระบุว่า

นพ.สรณ มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยถึงวันที่ 7 มกราคม 2565 และตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ปฏิบัติงานเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง โดยไม่มีสัญญาจ้างและไม่มีคำสั่งจ้าง มหาวิทยาลัยยังชี้แจงว่า ข้อความบางส่วนในหนังสือก่อนหน้านั้นเกี่ยวกับช่วงเวลาการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยไม่ถูกต้องและเกิดจากความผิดพลาดในการพิมพ์

เรื่องก็เข้าสู่ศาลปกครอง ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาไว้พิจารณา การรับคำฟ้องไม่ได้หมายความว่า ศาลได้วินิจฉัยเนื้อหาคดีแล้วว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาว่าผู้ฟ้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายและมีสิทธิฟ้องคดีหรือไม่ ศาลได้กล่าวถึงผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวต่อสถานะของผู้ฟ้อง รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่เหลือไว้ด้วย

ข้อความส่วนนี้กลายเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของความเข้าใจที่แตกต่างกันภายในองค์กร ในด้านหนึ่ง มีความเห็นว่า นพ.สรณยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานต่อไปได้ ขณะที่กรรมการ กสทช. อีกส่วนหนึ่งเห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหายังคงมีผล ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับ จึงควรให้กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

จาก “ใครเป็นประธาน” สู่ “กสทช. ประกอบด้วยใคร”

หลังจากนั้น ข้อพิพาทเดินเข้าสู่อีกระดับหนึ่ง กรรมการ กสทช. 3 คน ได้แก่ พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย แสดงจุดยืนไม่เข้าร่วมการประชุมที่มี นพ.สรณ ทำหน้าที่ประธาน และเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. จัดการประชุมโดยมีกรรมการที่เหลือ 6 คน ตามการตีความสถานะทางกฎหมายของตน

ก่อนการประชุมวันที่ 9 กันยายน ยังมีหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ย้ำให้จัดการประชุมด้วยองค์ประกอบกรรมการ 6 คน พร้อมขอให้ชี้แจงหากไม่ดำเนินการ ขณะเดียวกัน สำนักงาน กสทช. ยังคงกำหนดการประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 (ต่อเนื่อง) ในวันที่ 9 และ 10 กันยายน ตามกำหนดการเดิม

ถึงตรงนี้ ความขัดแย้งจึงไม่ใช่เพียงว่า นพ.สรณมีสถานะอย่างไร แต่ขยับมาเป็นคำถามว่า กสทช. ที่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายได้ในขณะนี้ ประกอบด้วยใครบ้าง?

วันที่ 9 กันยายน : เมื่อ “ประชุมล่ม” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครพร้อมประชุม

วันที่ 9 กันยายน การประชุม กสทช. ตามกำหนดไม่สามารถเปิดประชุมได้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน กรรมการ กสทช. 3 คน ซึ่งก่อนหน้านี้เรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. จัดประชุมด้วยองค์ประกอบกรรมการที่เหลือ 6 คน ได้อยู่พร้อมกันอีกห้องหนึ่ง และแสดงความพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมตามองค์ประกอบที่ตนเห็นว่าสอดคล้องกับกฎหมาย

ภาพที่เกิดขึ้นจึงน่าสนใจกว่าคำว่า “ประชุมล่ม” เพราะปัญหาไม่ได้อยู่เพียงว่ากรรมการบางคนไม่เข้าร่วมประชุม หากแต่อยู่ที่กรรมการมีความเข้าใจไม่ตรงกันเสียก่อนว่า ใครบ้างคือผู้ที่มีสถานะเป็นกรรมการ และ กสทช. ที่สามารถประชุมและใช้อำนาจได้โดยชอบในขณะนี้ควรมีองค์ประกอบอย่างไร

นั่นทำให้ข้อพิพาทเดินมาถึงอีกขั้นหนึ่ง จาก Status Dispute-ใครมีสถานะ สู่ Authority Dispute-ใครมีอำนาจ และท้ายที่สุดคือ Institutional Governance-เมื่อไม่มีความเข้าใจร่วมกันว่าใครมีอำนาจ ระบบจะทำให้องค์กรเดินต่ออย่างไร

สำนักงานซึ่งตามโครงสร้างควรเป็นกลไกสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการ จึงถูกดึงเข้ามาอยู่ตรงกลางของข้อพิพาทเรื่องอำนาจโดยหลีกเลี่ยงได้ยาก และนี่อาจเป็นประเด็นที่สำคัญกว่าคำถามว่า สำนักงานเลือกความเห็นทางกฎหมายชุดใด เพราะในสถานการณ์ที่ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย แม้แต่การคงแนวทางเดิม ก็เป็นการตัดสินใจที่สร้างผลต่อการใช้อำนาจขององค์กรได้เช่นกัน 

นี่คือ เหตุผลที่เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาของบุคคลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัญหาของ การออกแบบและธรรมาภิบาลขององค์กร

องค์กรของรัฐควรเดินอย่างไร ระหว่างที่สถานะของผู้มีอำนาจสูงสุดยังอยู่ในข้อพิพาท?

กฎหมายออกแบบองค์กรอิสระไว้อย่างละเอียดเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากภายนอก แต่เราอาจให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับอีกสถานการณ์หนึ่ง คือ เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นภายในองค์กรอิสระเอง ใครเป็นกลไกกลาง? ใครมีอำนาจเรียกประชุม? ใครรับรองกระบวนการ? และจะทำอย่างไรไม่ให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของบุคคลหนึ่งคน กลายเป็นเหตุให้อำนาจขององค์กรทั้งองค์กรหยุดลง?

เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม สิ่งที่เกิดขึ้นจึงอาจไม่ใช่เพียงกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของประธาน กสทช. เพราะผลของข้อพิพาทกำลังเปลี่ยนวิธีที่อำนาจภายในองค์กรถูกใช้จริง

สิ่งที่เริ่มต้นจากคำถามว่า “บุคคลหนึ่งยังมีสถานะอยู่หรือไม่?” จึงกำลังเปลี่ยนเป็นคำถามที่ใหญ่กว่า “ใครมีอำนาจกำหนดว่าองค์กรจะเดินต่ออย่างไร?” นี่อาจเป็นช่องว่างสำคัญในการออกแบบองค์กรอิสระ เพราะองค์กรอิสระไม่ควรถูกออกแบบเพียงให้เป็นอิสระจากการเมืองหรือการแทรกแซงจากภายนอก แต่ควรถูกออกแบบให้สามารถเดินต่อได้ แม้คนภายในองค์กรจะมีข้อพิพาทกันเองว่าใครมีอำนาจ 

บางที บทเรียนสำคัญหลังวันที่ 17 กรกฎาคม อาจไม่ใช่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะข้อพิพาทครั้งนี้ แต่อยู่ที่คำถามว่า เหตุใดข้อพิพาทเรื่องสถานะของบุคคลหนึ่งคน จึงสามารถพัฒนาไปจนถึงจุดที่องค์กรซึ่งมีอำนาจกำกับกิจการสื่อสารของทั้งประเทศยังไม่สามารถหาคำตอบร่วมกันได้ว่า “ใครมีอำนาจทำให้องค์กรเดินต่อ?”

 

หมายเหตุ: บทความนี้มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติหรือสถานะทางกฎหมายของบุคคลใด รวมถึงมิได้สรุปความชอบด้วยกฎหมาย ความรับผิด หรือเจตนาของฝ่ายใด ซึ่งบางประเด็นยังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย การวิเคราะห์อาศัยข้อมูล เอกสาร และพฤติการณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะ ณ เวลาที่เขียน

โดยมุ่งบันทึกและชวนพิจารณาพัฒนาการของปัญหาเชิงสถาบันนับจากวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เมื่อความแตกต่างในการทำความเข้าใจผลทางกฎหมายเริ่มส่งผลต่อโครงสร้างการใช้อำนาจและความสามารถขององค์กรในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ หากมีข้อเท็จจริงหรือผลทางกฎหมายเพิ่มเติมในภายหลัง ย่อมต้องนำมาประกอบการพิจารณาพัฒนาการดังกล่าวต่อไป