วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

"จัดการฝุ่น PM2.5 กทม.  เริ่มที่ต้นเหตุสำคัญตั้งแต่วันนี้"

เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึง 3 เดือนที่วิกฤติฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จะมารบกวนวิถีชีวิตของคนกรุงเทพมหานคร (กทม.)  ลำพังการขอความร่วมมือให้ทำงานที่บ้านหรือการแจกหน้ากากอนามัยเป็นเพียงยาสามัญประจำบ้าน

ไม่ได้รักษาโรคร้ายที่กำลังกัดกินปอดของคนเมืองหลวง  การแก้ปัญหาจึงต้องเร่งคิดและเร่งทำเสียแต่บัดนี้

รถดีเซล ตัวต้นเหตุใหญ่ของ PM2.5 ในกทม.

PM2.5 ใน กทม. มาจากทั้งฝุ่นนอกกรุงเทพฯ และกิจกรรมภายในเมือง ผลงานวิจัยของสองสถาบันวิชาการได้ชี้เป้าว่า ควันดำจากรถดีเซลคือ จำเลยหมายเลขหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ รถบรรทุก 6 ล้อ 10 ล้อ รถ SUV รถตู้ ไปจนถึงรถเมล์

สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) รายงานว่า PM2.5 ใน กทม. มาจากยานพาหนะทุกประเภทบนท้องถนนสูงถึง 70% ของแหล่งกำเนิดทั้งหมด ส่วนที่เหลือมาจากทั้งการเผาเศษซากเกษตรและจากโรงงานด้วย แต่ถ้านับเฉพาะรถดีเซลตัวเลขนี้จะประมาณ 57.5%  

ขณะที่สถาบันบัณฑิตศึกษาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) ประเมินตัวเลขเป็น 54% และ 47% ตามลำดับ

สรุป คือ ฝุ่น PM2.5 ที่ กทม. มาจากควันดำของรถดีเซลถึงประมาณครึ่งหนึ่งของฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดทั้งหมดที่อยู่ใน กทม. จึงควรต้องจัดการก่อนเป็นเบื้องต้น

ปฏิรูปมาตรฐานควันดำ และมาตรการ Low Emission Zone (LEZ)

ผู้เขียนขอเป็นตัวแทนภาควิชาการและภาคประชาชนเสนอให้ปรับลดมาตรฐานควันดำจากรถดีเซลจากปัจจุบันไม่เกิน 20% ให้เข้มงวดขึ้นเป็นไม่เกิน 15% สำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษในด้านมลพิษอากาศ เพื่อแก้ปัญหาควันดำที่เป็นต้นเหตุของ PM2.5 ได้จริงและเร็ว

กทม. ได้งัดกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มาเป็นฐานในการประกาศเขตระบายมลพิษต่ำ หรือ Low Emission Zone (LEZ) ที่เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2568 ส่งผลให้รถบรรทุกดีเซล 6 ล้อขึ้นไป ห้ามเข้าในพื้นที่ LEZ วงแหวนรัชดาโดยเด็ดขาด และต่อมาในปี พ.ศ. 2569 ได้ขยายพื้นที่ LEZ เป็น 50 เขตและเพิ่มประเภทรถกระบะดีเซลเข้าไปด้วย

หากเจ้าของรถดีเซลต้องการเข้าสู่เขต LEZ รถคันนั้นต้องขึ้นทะเบียนใน Green List Plus กับทาง กทม. ก่อน โดยเจ้าของรถต้องแสดงเอกสารรับรองจากสถานบริการตรวจเช็คและซ่อมบำรุงรถยนต์ ว่าได้ผ่านการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองอากาศแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากรัฐตกลงปรับลดมาตรฐานควันดำให้เข้มงวดขึ้นตามที่เสนอ เจ้าของรถก็ควรต้องนำรถไปล้างหัวฉีดน้ำมันดีเซลด้วย เพราะหัวฉีดที่สกปรกและอุดตันคือ สาเหตุหลักสาเหตุหนึ่งของการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์จนเกิดควันดำและฝุ่นพิษ

ต้นทุนที่เจ้าของรถดีเซลต้องจ่ายเพื่ออากาศสะอาดของคน กทม. 

จากการสำรวจราคาตลาดของการบำรุงรักษาระบบหัวฉีดรถยนต์ดีเซลในปัจจุบัน พบว่ามีอัตราค่าใช้จ่ายโดยประมาณแบ่งตามประเภทรถ ดังนี้: รถกระบะ / รถตู้ / รถ SUV ดีเซล : ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 2,500 – 3,500 บาท ต่อคัน  รถบรรทุก (6 ล้อ / 10 ล้อ) และรถเมล์ : ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 3,800 – 6,000 บาท ต่อคัน

แน่นอนที่เจ้าของรถจะต้องเสียเงินไม่กี่พันบาท ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากนัก เพื่อสิทธิในการเข้าเขต LEZ  แต่การต่อต้านแนวคิดที่ว่านี้คาดว่าน่าจะไม่มาก เพราะสิ่งที่ทำไปนั้นเจ้าของรถจะได้ประโยชน์ด้วย คือ ทำให้รถกินน้ำมันน้อยลง เร่งเครื่องได้ดีขึ้น และไม่ถูกเรียกให้หยุดเพื่อตรวจวัดควันดำโดยเจ้าหน้าที่  อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่รถทุกคันที่ต้องจ่ายเต็มราคาเพราะมิใช่ว่ารถทุกคันเป็นรถเก่าที่ไม่ได้บำรุงรักษาเลย

รัฐต้องทำให้สังคมเข้าใจให้ได้ว่า การเปลี่ยนงบประมาณซ่อมสุขภาพ มาเป็นงบประมาณสร้างสุขภาพนั้น เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่า เพราะมันคือ การสร้างอากาศสะอาดให้กับประชาชนทุกคนในสังคม

ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาล ลดอัตราการสูญเสียวันทำงาน ไม่ต้องปิดโรงเรียน รถบรรทุกสินค้าไม่ต้องหยุดวิ่ง สามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจภาพรวมเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด และเป็นไปตามหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”

สี่อุปสรรคใหญ่บนความจริงที่ต้องข้ามให้พ้น

1. สถานบริการรองรับมีเพียงพอหรือไม่ ปัจจุบันอู่ซ่อมรถหรือศูนย์บริการที่มีเครื่องมือล้างหัวฉีดดีเซลมาตรฐานยังมีอยู่จำกัด หากรถดีเซลนับล้านคันแห่กันไปรับบริการพร้อมกัน ย่อมเกิดคอขวด รถดีเซลซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขนส่งสินค้าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะหยุดชะงักเพราะเข้า LEZ ไม่ได้

ข้อเสนอแนะ: รัฐต้องเร่งยกระดับอู่ให้ได้มาตรฐานเสียแต่เนิ่น ๆ โดยดึงสถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศเปิดศูนย์บริการเฉพาะกิจเพื่อกระจายปริมาณงาน 

2. สมรรถภาพของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เมื่อปรับมาตรฐานควันดำเป็น 15% แล้ว คำถามคือ ตำรวจจราจร และเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก รวมทั้งกรมควบคุมมลพิษและกรุงเทพมหานคร มีเครื่องมือตรวจวัดที่เที่ยงตรงจำนวนเพียงพอหรือไม่ 

ข้อเสนอแนะ: รัฐต้องเร่งจัดสรรงบประมาณหรือใช้งบกลาง จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและเที่ยงตรงให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องให้ทันกาล นี่เป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง 

3) ปัญหาการทุจริตส่วยควันดำ (ถ้ามี) ปัญหานี้ไม่ควรมี แต่หลายคนคงคิดว่ามี  ข้อเสนอแนะ: รัฐต้องสร้างระบบ ไม่ให้มีการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ แล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัล 100% เช่น เครื่องตรวจวัดที่มีระบบบันทึกค่าและส่งตรงเข้าฐานข้อมูลกลางทันที พร้อมระบุพิกัด GPS เพื่อความโปร่งใส

4) ปัญหาผลกระทบต่อรถต่างจังหวัด รถบรรทุกพืชผลทางการเกษตรหรือสินค้าจากต่างจังหวัดที่จำเป็นต้องวิ่งเข้ากรุงเทพฯ จะทำอย่างไร

ข้อเสนอแนะ: ต้องสร้างระบบลงทะเบียน Green List Plus ออนไลน์ที่เชื่อมโยงกันทั่วประเทศ และจัดให้มีจุดบริการสัญจรบริเวณสถานีขนส่งสินค้าหรือรอยต่อปริมณฑลก่อนเข้าสู่เขต กทม. เพื่อให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศ และล้าง/ตรวจเช็คหัวฉีด โดยร่วมมือกับศูนย์/สถานบริการรถยนต์ต่าง ๆ รวมทั้งการลงทะเบียน Green List Plus 

“ถึงเวลาแล้ว” หรือยัง รัฐควรเริ่มมาตรการนี้ตั้งแต่เมื่อไร 

เนื่องจากรัฐมีกฎระเบียบมากมายที่สามารถทำให้มาตรการนี้เกิดขึ้นได้ไม่เร็วเท่าที่ควร  คำว่า "ถึงเวลาแล้ว" ในที่นี้จึงหมายถึงรัฐต้องเริ่มปฏิบัติการทันที ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้มาตรการที่จะนำมาใช้นั้น จะใช้ได้จริงเมื่อวันนั้นมาถึง

ที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ข้อเสนอแนะ 4 ข้อข้างต้นไร้ประโยชน์ก็คือ การที่ภาครัฐไม่สามารถปรับเกณฑ์มาตรฐานควันดำจาก 20 เป็น 15% ตามที่เสนอ  กรุงเทพมหานครได้รับการประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษแล้ว ผู้ว่าฯ กทม.จึงมีอำนาจหน้าที่เต็มในการที่จะปรับเปลี่ยนมาตรฐานนี้

โดยในทางปฏิบัติ ผู้ว่าฯ กทม. เพียงทำเรื่องเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เพื่อให้ความเห็นชอบ  ซึ่งคาดได้ว่าจะไม่มีปัญหาใดๆ เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงของกก.วล.อยู่แล้ว

กุญแจสำคัญดอกแรกจึงอยู่ในมือของท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน ผู้เขียนขอฝากความหวังไว้กับท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวกับต้นสังกัด