ก่อนอื่นดิฉันขออธิบายความหมายของ Cyborg บนพื้นฐานการนิยามทางมานุษยวิทยา ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรม
Donna Haraway ผู้เชี่ยวชาญด้าน มานุษยวิทยา Cyborg ได้ให้นิยามว่า Cyborg ไม่ได้หมายถึงหุ่นยนต์ที่เป็นเครื่องจักรที่ถูกสร้างขึ้นให้ทำงานแทนมนุษย์โดยควบคุมด้วยโปรแกรมและระบบ AI
แม้หุ่นยนต์จะมี AI หรือพูดคุยได้ ก็ยังเป็น เครื่องจักร ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ผสานกับร่างกายมนุษย์ ในขณะที่ Cyborg เป็นการผสมผสานระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี ตัวตนมนุษย์และเทคโนโลยีหลอมรวมกันเช่นในเชิงการทดแทนอวัยวะทางกายภาพ คนใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ, แขนเทียม และผู้ใช้ประสาทหูเทียม เป็นต้น
จินตนาการที่มนุษย์หล่อรวมกับเทคโนโลยีถูกสื่อผ่านการ์ตูนและภาพยนตร์
จินตนาการเหล่านี้ปัจจุบันและในอนาคตอาจจะเป็นจริง ทำให้มนุษย์ดำเนินชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น เช่น การ์ตูน “โดราเอม่อน” ในกระเป๋าวิเศษมีอุปกรณ์มากมายที่ช่วยแก้ปัญหาให้มนุษย์ ในที่นี้คือ โนบิตะ
เมื่อเขารวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทคโนโลยีหรือของวิเศษทำให้เขามีศักยภาพในการทำอะไรได้มากขึ้น เช่น คอปเตอร์ไม้ไผ่ติดบนหัวแล้วบินได้ ขนมปังช่วยจำกดบนหนังสือแล้วกิน ข้อมูลจะจำได้ทันที วุ้นแปลภาษากินแล้วพูดได้ทุกภาษา ผ้าคลุมกาลเวลาคลุมของแล้วทำให้ย้อนวัยหรือแก่ขึ้น อีกตัวอย่างหนึ่งคือไทม์แมชชีนใช้เดินทางไปอดีตและอนาคต
ส่วนภาพยนตร์ที่มีจินตนาการเช่นเดียวกันนี้ เช่น RoboCop (1987) ตำรวจที่เสียชีวิตแล้วถูกสร้างใหม่เป็น Cyborg สะท้อนมุมมองความทรงจำ อัตลักษณ์ และอำนาจเงิน แสดงการต่อสู้ระหว่างความทรงจำของมนุษย์กับการถูกโปรแกรมโดยองค์กร Ghost in the Shell (1995) Motoko Kusanagi มีร่างกายไซบอร์กเกือบทั้งหมด สะท้อนมุมมองเกี่ยวจิตสำนึก ร่างกาย และตัวตน
มีคำถามว่าถ้าร่างกายเปลี่ยนหมด เรายังเป็นคนเดิมไหม
ภาพยนต์ทั้งสองเรื่องสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการมอง Cyborg นำไปสู่การมองว่า Cyborg เป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เทคโนโลยี และสังคม ซึ่งเป็นหัวใจของมานุษยวิทยาไซบอร์กร่วมสมัย
ในอีกส่วนหนึ่งเทคโนโลยีที่ไม่ได้ถูกนำมาประกอบติดกับร่างกายของมนุษย์ดังเช่นอวัยวะเทียม ก็ถือว่าเป็น Cyborg
ดังเช่นที่ Donna Haraway มองว่า มนุษย์ในโลกปัจจุบันแทบทุกคนเป็น cyborg เพราะชีวิตประจำวันแยกไม่ออกจากเทคโนโลยี เช่น สมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต แอปพลิเคชัน และ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการคิด การจำ และการสื่อสารของเรา
ส่วน Daniel Miller สนใจว่าวัตถุอย่างโทรศัพท์มือถือ application เพื่อการสื่อสาร เช่น WeChat เข้ามากำหนดชีวิตประจำวันอย่างไร
ส่วน Donna Haraway มองว่า เมื่อมนุษย์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้จนแยกจากตัวตนไม่ได้มนุษย์ก็อยู่ในสภาวะของ Cyborg
ดังนั้นในที่นี้ Cyborg ไม่ได้หมายถึงมนุษย์ที่มีแขนกลหรือหุ่นยนต์เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงมนุษย์ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตจนแทบแยกจากกันไม่ได้ ซึ่งครอบคลุม เทคโนโลยีการสื่อสาร Application ต่างๆ และ Social Media เป็นต้น
Amber Case อธิบายว่าคนส่วนใหญ่เป็น “Cyborg ในชีวิตประจำวัน” เพราะพึ่งพาสมาร์ตโฟนในการจำ นำทาง และสื่อสาร การใช้ AI แปลภาษาในการเรียนและการสื่อสารระหว่างกลุ่มคนจากประเทศต่างๆ การใช้ WeChat ของนักศึกษาจีนในไทยในการสร้างชุมชนคนจีนในไทย
ในแง่วัฒนธรรมทางความเชื่อปรากฏการณ์ cyborg เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เช่น "ไหว้เจ้าออนไลน์" มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การถ่ายทอดสดพิธีกรรม ไปจนถึงแพลตฟอร์มที่รับไหว้แทนผู้ศรัทธาสะท้อนการปรับตัวของพิธีกรรมในยุคดิจิทัล
นอกจากนี้ การสร้างตัวตน ผ่าน Social Media บนแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเฉพาะ Lifestyle ทำให้มนุษย์สามารถก่อรูปอัตลักษณ์หรือตัวตนใหม่ขึ้นมาเพื่อปฏิสังสรรค์หรือสร้างความสัมพันธ์คนอื่นๆในวิถีทางที่ตนเองคาดหวังให้คนอื่นๆ ตอบสนองกลับ
ดังนั้น ตัวตนของมนุษย์จึงมีหลากหลายมิติตามที่ Erving Goffman มองว่ามนุษย์มีหลายบทบาทเปรียบเสมือนหัวหอมที่มีเปลือกหลายชั้นหรืออีกนัยคือมนุษย์แต่ละคนมีหลายหน้ากาก ซึ่งจะสวมหน้ากากไหนก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
การสร้างตัวตน ผ่าน Social Media ดังเช่น Facebook และ TikTok มนุษย์อาจจะทำเพียงแค่ความพึงพอใจที่ได้นำเสนอตัวตน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการนำเสนอตัวตนเหล่านี้มีผลในเชิงธุรกิจและการได้มาซึ่งโอกาสต่างๆในชีวิตเช่นกลายเป็นดารา เน็ตไอดอล
วิธีการดำเนินชีวิตในสภาวะ Cyborg ในเมื่อมนุษย์ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทคโนโลยี
การศึกษา Cyborg ในเชิงมานุษยวิทยาจึงมีคำถามเกิดขึ้นตามมามากมายว่า มนุษย์ต้องรับมืออย่างไรเมื่อเครื่องมือสื่อสารที่เปลี่ยนวิธีสร้างความสัมพันธ์ของมนุษย์กับ AI
เปลี่ยนบทบาทของครู นักเรียน นักศึกษา เยาวชน รวมทั้งคนทำงาน เช่น ChatGPT และ Gemini เข้ามามีบทบาทในการหาข้อมูลและให้คำแนะนำแก่มนุษย์
ดังนั้น มนุษย์เชื่อในข้อมูลและการประมวลผลจาก AI มากเกินไป อาจจะเป็นอันตรายต่อความเสื่อมถอยทางสติปัญญา ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ เพราะพึ่งพาเพื่อนคู่คิดที่เป็น AI มากเกินไปจนไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เมื่อไม่มี AI เรียกว่าเป็นการถูกครอบงำที่แทบจะสมบูรณ์
ในอนาคตอันใกล้ Social Media และ AI สามารถสร้างตัวตนที่แตกต่างจากตัวตนในชีวิตจริงซึ่งมีผลกระทบในเชิงลบ เช่น อาชญากรสแกมเมอร์มีศักยภาพในการก่ออาชญากรรมมากขึ้น
ส่วนประเด็นที่ว่าเทคโนโลยีทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำหรืออำนาจรูปแบบใหม่ ในแง่นี้ผู้มีต้นทุนทางการเงิน หรือมีสถานภาพทางเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยจะเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากกว่าและใช้สร้างอำนาจในการต่อรอง สร้างวาทกรรม มีอำนาจครอบงำความคิดของคนในสังคม เพื่อประโยชน์ทางการเมือง และทางธุรกิจ
สภาวะ Cyborg มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
สำหรับข้อดีแน่นอนว่า ศักยภาพของมนุษย์ในการทำงานมีมากขึ้นเมื่อมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย มนุษย์ generation ต่างๆ มีความคุ้นเคยกับสภาวะ cyborg ที่แตกต่างกัน เพราะเทคโนโลยีมีความซับซ้อนและก้าวหน้ามากขึ้นอย่างรวดเร็ว เรียงตามลำดับจากน้อยไปหามาก
- Silent Generation เกิดระหว่างปี 1928–1945
- Baby Boomers เกิดระหว่างปี1946–1964
- Generation X (Gen X) เกิดระหว่างปี 1965–1980
- Millennials (Gen Y) เกิดระหว่างปี 1981–1996
- Generation Z เกิดระหว่างปี1997–2012
- Generation Alpha เกิดระหว่างปี 2013–2024
- Generation Beta เกิดตั้งแต่ปี 2025
จากทั้งข้อดีและข้อเสียของสภาวะ Cyborg ดิฉันขอนำเสนอมุมมองจากการประมวลความคิดว่าจะรับมืออย่างไร ดังนี้
มีการประเมินองค์กรหรือบุคคลที่ต้องทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยว่ามีความสุ่มเสี่ยงขนาดไหน และออกเอกสารรับรองจริยธรรมการใช้เทคโนโลยีเพื่ออนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ
รัฐบาลช่วยเหลือให้นักเรียนนักศึกษาทุกพื้นที่เข้าถึงอุปกรณ์การสื่อสารที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนทางไกล ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุเนื่องจากประเทศไทยได้เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์
ดังนั้นก็เช่นกันรัฐบาลความสนับสนุนให้กลุ่มผู้สูงอายุทุกพื้นที่เรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสารรวมทั้ง Application ต่างๆ ที่จะเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตโดยเฉพาะด้านสุขภาพ
ส่วนการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยมีผลต่อการแก้ปัญหาด้านจิตใจของมนุษย์ ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ AI ที่ใช้ผ่าน Application แต่ควรให้เป็นหน้าที่ของมนุษย์ด้วยกันเองเท่านั้น โดยเฉพาะบทบาทที่ต้องคำนึงถึงจิตใจที่เปราะบาง ความเห็นอกเห็นใจและให้ความสำคัญในการดูแลจิตใจจากมนุษย์อย่างแท้จริง
Cyborg อาจเริ่มต้นจากเทคโนโลยีแต่ปลายทางจะถูกกำหนดด้วยการเลือกของมนุษย์ เมื่อเทคโนโลยีหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ “เราจะใช้มันอย่างไร” “เราจะเป็นมนุษย์แบบไหน”
ดังนั้น ความท้าทาย อาจไม่ใช่การสร้างเทคโนโลยีให้ฉลาดขึ้น แต่คือการรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ให้ลึกซึ้งพอที่จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีได้





