หลายบริษัทกำลังยอมลงทุนหลายสิบล้านบาทเพื่อติดตั้งระบบดิจิทัลสำหรับติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่อีกหลายบริษัทกลับยังไม่ลงทุนเลย ทั้งที่ทุกบริษัทต่างเผชิญแรงกดดันจากลูกค้า นักลงทุนและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมไม่ต่างกัน
เหตุใดการตัดสินใจจึงแตกต่างกัน คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่งบประมาณหรือความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ลักษณะของห่วงโซ่อุปทานของแต่ละบริษัทด้วย
เมื่อพูดถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลายคนมักนึกถึงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แต่สำหรับภาคธุรกิจ ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ใช่การลดคาร์บอน หากเป็นการตอบคำถามที่ดูเรียบง่ายว่า “คาร์บอนของเราอยู่ที่ไหน?”
คำถามนี้ฟังดูไม่ซับซ้อน แต่ในความเป็นจริง คาร์บอนของบริษัทไม่ได้อยู่เฉพาะในโรงงานหรือสำนักงาน หากยังกระจายอยู่ในซัพพลายเออร์หลายร้อยราย หลายประเทศและหลายระดับของห่วงโซ่อุปทาน การติดตามข้อมูลเหล่านี้จึงกลายเป็นความท้าทายสำคัญของธุรกิจทั่วโลก
ด้วยเหตุนี้ Digital Traceability System (DTS) หรือระบบติดตามข้อมูลย้อนกลับแบบดิจิทัล จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะช่วยให้บริษัทสามารถรวบรวม แลกเปลี่ยน และตรวจสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน แต่หากเทคโนโลยีนี้มีประโยชน์อย่างชัดเจน เหตุใดบางบริษัทจึงลงทุนทันที ขณะที่อีกหลายแห่งยังลังเล
นี่คือคำถามที่ผู้เขียนและทีมวิจัย ซึ่งประกอบด้วย Dr.Aneesh Banerjee และ Prof. Feng Li จาก Bayes Business School สหราชอาณาจักร และ Prof. Davide Luzzini จาก EADA Business School ประเทศสเปน ร่วมกันศึกษาคำตอบ
ผลของงานวิจัยเพิ่งได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of Business Logistics ซึ่งเป็นวารสารวิชาการชั้นนำระดับนานาชาติด้านการบริหารห่วงโซ่อุปทาน จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Wiley และเป็นวารสารหลักของสภาวิชาชีพด้านการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (CSCMP) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงวิชาการทั่วโลก
งานวิจัยชิ้นนี้ได้ให้ข้อค้นพบที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งบางข้อแตกต่างจากความเชื่อของคนทั่วไป ข้อค้นพบแรกคือ สิ่งที่ผู้บริหารให้ความสำคัญมากที่สุดไม่ใช่ราคาของระบบหรือความทันสมัยของซอฟต์แวร์ แต่เป็นความสามารถในการติดตามข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมทั้ง Scope 1, Scope 2 และโดยเฉพาะ Scope 3 ซึ่งเป็นการปล่อยก๊าซจากซัพพลายเออร์และคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน
เหตุผลก็เพราะในหลายอุตสาหกรรม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 80 ไม่ได้เกิดขึ้นภายในองค์กรเอง แต่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน หากวัดเฉพาะข้อมูลภายในบริษัท ก็ไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับการตอบโจทย์ของลูกค้า นักลงทุน และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก
อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ ความซับซ้อนของธุรกิจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนมากกว่าขนาดขององค์กร บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์หรือชิ้นส่วนจำนวนมาก มีแนวโน้มลงทุนในระบบดิจิทัลมากกว่า เพราะต้องจัดการข้อมูลคาร์บอนจำนวนมหาศาล
การใช้เอกสารหรือสเปรดชีตเพียงอย่างเดียวไม่เพียงเพิ่มต้นทุน แต่ยังเพิ่มโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ขณะที่ระบบดิจิทัลสามารถช่วยรวบรวม ตรวจสอบ และเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดกลับอยู่ที่ฝั่งซัพพลายเออร์ หลายคนอาจคิดว่า ยิ่งบริษัทมีซัพพลายเออร์จำนวนมาก ก็ยิ่งจำเป็นต้องลงทุนในระบบดิจิทัลมากขึ้น แต่ผลการศึกษากลับพบว่า จำนวนซัพพลายเออร์ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุด สิ่งที่มีอิทธิพลมากกว่าคือ ความหลากหลายของซัพพลายเออร์
บริษัทที่มีคู่ค้ากระจายอยู่หลายประเทศ ใช้มาตรฐานการดำเนินงานที่แตกต่างกัน หรือมีระดับความพร้อมด้านดิจิทัลไม่เท่ากัน มีแนวโน้มลงทุนในระบบ DTS มากกว่า เพราะระบบดังกล่าวทำหน้าที่เป็น “ภาษากลาง” ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนและตรวจสอบข้อมูลคาร์บอนด้วยมาตรฐานเดียวกัน
ในทางกลับกัน ผลการวิจัยยังพบว่า บริษัทที่เปลี่ยนซัพพลายเออร์อยู่บ่อยๆ กลับไม่ได้มีแนวโน้มลงทุนในระบบมากขึ้น เหตุผลคือ ระบบติดตามข้อมูลคาร์บอนจะสร้างคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อบริษัทและคู่ค้ามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และสร้างความร่วมมือระยะยาว หากคู่ค้าเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ต้นทุนในการเชื่อมโยงข้อมูลใหม่ก็จะเพิ่มขึ้น จนอาจทำให้การลงทุนไม่คุ้มค่า
ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของความยั่งยืน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการออกแบบห่วงโซ่อุปทานให้สามารถแบ่งปันข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความร่วมมือระยะยาวระหว่างคู่ค้า
ในโลกที่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเข้มงวดขึ้นทุกปี ความได้เปรียบในการแข่งขันอาจไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และเชื่อถือได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
ท้ายที่สุดแล้ว ก่อนที่บริษัทจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาต้องตอบคำถามพื้นฐานให้ได้เสียก่อนว่า “คาร์บอนของเราอยู่ที่ไหน?”
อ้างอิงงานวิจัยและสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Vinayavekhin, S., A. Banerjee, F. Li, and D. Luzzini. 2026. “ Drivers of Digital Traceability System Adoption for Greenhouse Gas Emissions in Complex Supply Chains.” Journal of Business Logistics 47, no. 3: e70084. https://doi.org/10.1111/jbl.70084.





