วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

ตลาดมี โรงงานพร้อม แต่หัวมันขาดแคลน โจทย์ท้าทายมันสำปะหลังไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติขาดแคลนมันสำปะหลังครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นข้อกังวลที่ 4 สมาคมมันสำปะหลังไทยส่งสัญญาณเตือนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบ

ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เกิดจากกลไกตลาดชั่วคราว แต่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งขาดการสนับสนุนทางการเงินให้งานวิจัยปรับปรุงพันธุ์และการควบคุมโรค ขาดการปรับกติกาการซื้อขายหัวมัน และขาดการปรับกฎระเบียบให้เอื้อกับการแก้ปัญหาการควบคุมโรคที่ยังดำเนินไปได้ช้าในเกือบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ผลการศึกษาจาก โครงการศึกษาการปรับโครงสร้างภาคการส่งออกเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน (ระยะที่ 2) ซึ่งดำเนินการโดย TDRI ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ 

พบว่าอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาจากการส่งออกมันเส้นและสินค้าขั้นต้น ไปสู่แป้งมันสำปะหลังดิบ แป้งมันดัดแปรและผลิตภัณฑ์ปลายน้ำที่หลากหลาย ทำให้ไทยสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป เทคโนโลยี

และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการหัวมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยอาศัยทั้งผลผลิตในประเทศและที่นำเข้าจากกัมพูชาและลาว

ปัญหาขาดวัตถุดิบที่ไทยเผชิญอยู่นั้นมาจาก 2 ปัจจัย คือ การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง และการหยุดชะงักของการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่ลาวเองก็เปิดโรงแป้งขึ้นมาจำนวนมาก ในหลายพื้นที่ของลาวมีนโยบายไม่ส่งออกหัวมัน

เมื่อสถานการณ์เหล่านี้เกิดพร้อมกับภัยแล้ง ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบก็รุนแรงจนโรงงานหลายแห่งต้องหยุดดำเนินการก่อนสิ้นสุดฤดูการผลิต

ขณะที่โรคใบด่างส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลผลิตมันสำปะหลัง ซึ่งการระบาดของโรคนี้เริ่มขึ้นในกัมพูชาเมื่อ 11 ปีก่อน ก่อนแพร่เข้าสู่เวียดนาม จีนตอนใต้ และไทย ผลสำรวจของ ม.เกษตรศาสตร์ ประมาณการพื้นที่ระบาดของโรคในปี 2566 ไว้ 3 ล้านไร่

ในขณะที่ข้อมูลจากภาครัฐระบุพื้นที่พบการระบาดกว่า 6 หมื่นไร่ แต่จากการออกสำรวจรอบล่าสุดของกลุ่มสมาคมมันสำปะหลังรายงานการติดเชื้อในแทบทุกจังหวัดยกเว้นภาคเหนือตอนบนบางแห่ง

เมื่อโรคระบาดถูกซ้ำเติมด้วยภัยแล้ง ย่อมส่งผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 30-33 ล้านตันเหลือ 23 ล้านตันในปี 2568/69 และพื้นที่เก็บเกี่ยวลดลงจาก 9 เหลือ 7.6 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามในการแก้ปัญหาโรคใบด่าง โดยนักวิจัยไทยได้นำพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคจากแอฟริการุ่นใหม่มาขยายพันธุ์และทดสอบในแปลงทดลองต่อเนื่อง จนกระทั่งปี 2566 สามารถคัดเลือกได้ 3 พันธุ์ที่ให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่าพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 คือ พันธุ์อิทธิ 1 2 และ 3

แต่ทว่า การพัฒนายังเผชิญข้อจำกัดทั้งงบวิจัยที่ไม่ต่อเนื่อง และยังไม่มีพันธุ์ลูกผสมที่ผสานความต้านทานโรคเข้ากับคุณสมบัติเด่นของพันธุ์ไทย ท่ามกลางแพร่ระบาดที่ขยายวงกว้าง ทำให้เกษตรกรบางพื้นที่ต้องนำท่อนพันธุ์ที่ติดโรคกลับมาใช้ซ้ำ เพราะขาดแคลนทั้งผลผลิตและท่อนพันธุ์

ในขณะที่การปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม (conventional breeding) เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานและต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน ซึ่งเมื่อเทียบกับเวียดนามแล้วถือว่าไทยเดินหน้าได้ช้ากว่า โดยเกษตรกรเวียดนามได้เริ่มปลูกพันธุ์ใหม่ที่ต้านทานโรคในพื้นที่สำคัญแล้ว

ในขณะที่ไทยยังอยู่ในขั้นขยายและทดลองพันธุ์จากต่างประเทศ อีกทั้งยังไม่มีพันธุ์ลูกผสมใหม่ที่ผ่านการทดสอบในภาคสนามแต่อย่างใด

นอกจากนี้ บทเรียนสำคัญคือ การวิจัยปรับปรุงพันธุ์จำเป็นต้องมีนักวิจัยและได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องในระยะยาวมากกว่าการมาหาตัวนักวิจัยและสนับสนุนเงินทุนเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจะทำให้เริ่มได้ช้า ไม่ทันเหตุการณ์ และต้องตั้งหลักกันนานกว่าที่จะเสาะหาวิธีรับมือและลงมือทำอย่างจริงจังได้

เมื่อผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรม การนำเข้าวัตถุดิบก็เป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง ซึ่งนอกจากจะเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในไทย เพราะเกษตรกรกังวลว่าการนำเข้าอาจกดราคาภายในประเทศแล้ว ก็อาจมีอุปสรรคที่ประเทศเพื่อนบ้านก็กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมแป้งของตนเอง

เช่น ลาวมีนโยบายเก็บหัวมันไว้ป้อนโรงงานในประเทศ ทำให้ในปีนี้โรงงานไทยต้องซื้อแป้งดิบจากลาวมาทำแป้งดัดแปร รวมไปถึงสถานการณ์การค้าชายแดนกับกัมพูชา ก็ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนในการหาแหล่งวัตถุดิบจากต่างประเทศในอนาคต

กรณีกัมพูชาเป็นตัวอย่างที่ควรนำไปถอดบทเรียนให้เห็นว่า การห้ามนำเข้าอาจไม่ได้ช่วยปกป้องเกษตรกร หรืออุตสาหกรรมของไทยได้เสมอไป โดยหลังจากกรณีพิพาทที่ชายแดนกัมพูชา หัวมันกัมพูชาที่ไม่สามารถส่งมาไทยนั้นคาดว่าส่งออกไปเวียดนามแทน ซึ่งเวียดนามสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตแป้งแข่งขันกับแป้งของไทยในตลาดจีนและตลาดโลกได้

ในขณะที่โรงงานแป้งมันสำปะหลังของไทยแทบไม่สามารถแข่งขันด้านราคา ผลที่ตามมาก็คือ ไทยสูญเสียตลาดแป้งดิบให้เวียดนามในปีที่ผ่านมา และมีความเป็นไปได้สูงที่จะสูญเสียตลาดแป้งดิบต่อไปในระยะยาว จากการที่ไทยมีค่าแรงสูงกว่า และไม่สามารถใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบจากประเทศใกล้เคียง

คำถามเชิงนโยบายในเรื่องนี้จึงไม่ควรเป็นแค่ “อนุญาตให้นำเข้าหรือไม่” แต่ควรเป็น “จะบริหารการค้าวัตถุดิบในภูมิภาคอย่างไร” โดยต้องมีกลไกที่ช่วยลดผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรจากการนำเข้าที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ก็ควรเปิดทางให้โรงงานสามารถใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน ในกรณีที่ประเทศเหล่านี้ยังยินดีส่งออกมาขายให้ไทย

การมีหัวมันสำปะหลังเพียงพอไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นในการปรับโครงสร้างการส่งออกในขั้นต่อไป หลังจากไทยประสบความสำเร็จในการพัฒนาการผลิตแป้งและผลิตภัณฑ์แปรรูปแล้วก้าวสู่แป้งดัดแปรเฉพาะทาง เคมีชีวภาพ วัสดุชีวภาพ และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอื่นๆ ที่จะแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและคุณสมบัติของสินค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเช่นที่ผ่านมา

การเปลี่ยนผ่านนี้จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อผู้กำหนดนโยบายมองการจัดการโรค การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ในระยะยาว การค้าระดับภูมิภาค และการพัฒนานวัตกรรมปลายน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเดียวกัน ไม่ใช่นโยบายที่แยกออกจากกันเป็นส่วนๆ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน