วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

นโยบายการเงินของสหรัฐกำลังจะถูกปฏิรูป (3)

ครั้งที่แล้วผมทิ้งท้ายเอาไว้ว่า นายเควิน วอร์ช ไม่เห็นด้วยกับ นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ตั้งแต่สมัยนายอลัน กรีนสแปน เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่นักลงทุนเรียกว่า Fed put

หมายถึงแนวปฏิบัติที่ธนาคารกลางสหรัฐ จะเข้ามากอบกู้ตลาดเงินและตลาดทุนในภาวะวิกฤติ แต่จะไม่ปรามหรือควบคุมไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่ 

ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังจะมีความสำคัญและเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเร่งลงทุนในเอไอ ทำให้มีการแสดงความเป็นห่วงว่า การเร่งระดมทั้งเงินทุนโดยการขายหุ้นเพิ่ม และการออกตราสารหนี้ มีความเสี่ยงที่จะเป็นการลงทุนเกินตัวและเกิดฟองสบู่ขึ้นได้

เห็นได้จากความร้อนแรงของราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเอไอในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และการแข่งขันออกตราสารหนี้ เพื่อนำเงินไปใช้ในการขยายกิจการด้านเอไอ คิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านเหรียญในปีนี้ และการวางแผนที่จะทำเช่นนี้ต่อไปอีกในปีหน้า

หากดูจากรายงานข่าวเกี่ยวกับนายเควิน วอร์ช ก็จะสรุปได้ว่า นายวอร์ช มีความเชื่อมั่นว่า เอไอจะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ ไม่ได้กลัวเรื่องฟองสบู่ คือนายวอร์ช มองว่าเอไอจะเป็นเทคโนโลยีที่จะปรับโครงสร้างทางการผลิต ทำให้ผลิตภาพของเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

หมายความว่า จีดีพีจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก (ซึ่งจะแก้ปัญหาหนี้สาธารณะไปในตัว) และจะช่วยลดเงินเฟ้อลงไปด้วย ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐสามารถลดดอกเบี้ยลงได้โดยง่ายในอนาคตอันใกล้ กล่าวคือ เอไอจะเป็นกระสุนวิเศษ (magic bullet) ที่จะมาช่วยคลี่คลายแก้ปัญหาของสหรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จ

การตั้งความหวังเอาไว้กับเอไอจะถูกต้องไปทั้งหมดหรือไม่? เรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ซึ่งผมจะขอนำเสนอแนวคิดที่เป็นการมองต่างมุมของ ดร.ภูริชัย รุ่งเจริญกิจกุล ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง Principal Economist ที่ Bank for International Settlements (BIS, บีไอเอส)

โดยได้ตีพิมพ์ บทความ “The AI Investment Race” เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 ซึ่งประเมินว่าจะเกิดการลงทุนเกินตัวในสาขาเอไอ และการระดมจัดหาเงินทุนเพื่อการลงทุนในสาขาเอไอดังกล่าวจะนำมาซึ่งความเปราะบางทางการเงิน ที่อาจลุกลามไปกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวมอย่างมีนัยยะสำคัญได้

จุดเริ่มต้นคือ การแข่งขันที่ต้องการจะเป็น “เจ้าตลาด” เอไอนั้น เปรียบได้กับแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Dynamic Contest Model คือการแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยี เช่นการเร่งสร้างระบบปฏิบัติการ (platform) เช่นที่ iOS แข่งขันกับ Android ซึ่งเป็นการแข่งขันข้ามปี 4-5 ปี

โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะต้องการเป็นที่หนึ่ง (market dominant provider) และกลัวว่าหากไม่ลงทุนเพื่อครอบครองทั้งตลาด ก็จะ “ตกรถไฟ” (fear of missing out หรือ FOMO)

แบบจำลองของดร.ภูริชัย ตั้งสมมติฐานว่า การลงทุนในเอไออาจจะเกินความจำเป็นไปได้ถึง 3 เท่าตัว ซึ่งแนวโน้มที่ผ่านมาก็ดูจะร้อนแรงอย่างยิ่ง (ดูภาพประกอบ)

 

นโยบายการเงินของสหรัฐกำลังจะถูกปฏิรูป (3)

                                                   

ประเด็นที่ 2 คือ การระดมจัดหาเงินทุนแบบหมุนเวียน (circular financing) หรือ “อัดยายซื้อขนมยาย” เช่น บริษัท ก. (ผู้ขายชิพ/อุปกรณ์ระบบคลาวด์) ควักเงิน 1,000 ล้านเหรียญไปลงทุนซื้อหุ้นหรือปล่อยกู้ให้บริษัท ข. (สตาร์ทอัพ)

โดย บริษัท ข. ก็นำเงิน 1,000 ล้านเหรียญดังกล่าวกลับมาซื้อชิพและระบบคลาวด์ ของบริษัท ก. ช่วยให้รายได้ของบริษัท ก. ปรับตัวสูงขึ้น ราคาหุ้นสูงขึ้น และบริษัท ก. ก็จะสามารถออกพันธบัตร (กู้เงิน) มาใช้ในการลงทุนในสตาร์ทอัพ อื่นๆ คือ บริษัท ค. ง. จ. ฯลฯ ต่อไปได้อีก 

ภาพข้างล่างนี้ ผมคัดมาจากบทความของ ดร.ภูริชัย ซึ่งทำให้เห็นภาพการระดมจัดหาเงินทุนแบบหมุนเวียนเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนของเอไออยู่ในขณะนี้


นโยบายการเงินของสหรัฐกำลังจะถูกปฏิรูป (3)

สองประเด็นข้างต้น ทำให้หน่วยงานที่กำกับดูแลระบบการเงินของโลก เช่น บีไอเอส และไอเอ็มเอฟ มีความกังวลว่า หากการลงทุนด้านเอไอดังกล่าวเป็นการลงทุนเกินกว่าที่กำไรในอนาคตจะรองรับได้

ก็มีความเสี่ยงว่า จะกระทบต่อระบบโดยรวม (system risk) และต่อความมั่นใจและเสถียรภาพของระบบการเงินทั่วโลก เพราะการปล่อยกู้และการถือหุ้นแบบไขว้ไปไขว้มา จะทำให้ขาดความโปร่งใส มองไม่เห็นความเสี่ยงที่แท้จริงได้อย่างชัดเจน

หากในอนาคต บริษัท เอไอ บริษัทใดบริษัทหนึ่ง เกิดปัญหาขาดทุน ไม่มีเงินจ่ายดาต้าเซ็นเตอร์ ตลาดก็อาจจะเกิดความกลัวว่า กรณีเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับบริษัทรายอื่นๆอีกหลายราย และจะกระทบต่อไปถึงบริษัทที่ขายชิบและอุปกรณ์ขนาดใหญ่ ด้วยหรือไม่ ทั้งในฐานะบริษัทที่ขายชิบและอุปกรณ์ดังกล่าว เป็นทั้งเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นในบริษัทเอไอ 

กล่าวคือ มีความเสี่ยงที่ระบบการเงินจะสูญเสียความมั่นใจอย่างรวดเร็ว (loss of confidence) ทำให้เกิดการระงับการปล่อยกู้สินเชื่อ (credit crunch) ที่ลุกลามไปทั้งระบบ (contagion) เช่นที่เกิดขึ้นแล้วตอนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่สหรัฐฯ เมื่อปี 2007-2008 และลามไปทั่วโลกกลายเป็น Global Financial Crisis.

ซึ่งหากเกิดวิกฤติดังกล่าวขึ้นมาจริงแล้ว นายเควิน วอร์ช ในฐานะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ จะทำอะไรได้บ้าง? ผมเกรงว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีเครื่องมือในการกอบกู้วิกฤติที่จำกัดมาก เพราะเงินเฟ้อก็ยังอยู่ที่ระดับสูง และที่อันตรายมากกว่าคือ หนี้ของรัฐบาลสหรัฐที่สูงจนน่าเป็นห่วงอยู่ก่อนแล้ว

ครั้งต่อไป ผมจะเขียนถึงหนี้สาธารณะของรัฐบาลกลางสหรัฐ ซึ่งผมมองว่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกใน 4-5 ปีข้างหน้าครับ