วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม 2569

Login
Login

BIMSTEC กับการขยับขยายสู่กรอบความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจได้เปลี่ยนอ่าวเบงกอลจากพื้นที่เชื่อมโยงทางการค้า ให้กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญมากขึ้น

การประชุมหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติของ BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) ครั้งที่ 5 ที่กรุงนิวเดลีเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของอินเดียในการยกระดับ BIMSTEC จากเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจไปสู่กลไกที่เชื่อมโยง ทั้งมิติความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

แรงผลักดันนี้มาจากการที่อินเดียต้องเผชิญข้อจำกัดของกรอบความร่วมมือ SAARC ซึ่งแทบหยุดชะงักมาตั้งแต่ปี 2016 จากความขัดแย้งกับปากีสถาน

การใช้ BIMSTEC จึงเป็นทางเลือกที่ทำให้อินเดียสามารถดำเนินความร่วมมือระดับภูมิภาคต่อไปได้ โดยเฉพาะเมื่อองค์กรนี้ไม่มีทั้งปากีสถานและจีนเป็นสมาชิก ส่งผลให้อินเดียมีพื้นที่ในการกำหนดวาระและผลักดันแนวคิดความร่วมมือได้มากกว่าเดิม 

การประชุมครั้งล่าสุดยิ่งตอกย้ำทิศทางดังกล่าวผ่านการรับรองแนวปฏิบัติด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติทางทะเล รวมทั้งหลักการปฏิบัติร่วมของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเล

แม้ข้อตกลงเหล่านี้จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่มีความสำคัญในเชิงการสร้างมาตรฐานการปฏิบัติร่วมระหว่างประเทศสมาชิก 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ลึกกว่าประเด็นด้านความมั่นคง จะพบว่าความตั้งใจของอินเดียไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างกลไกความร่วมมือทางทะเล แต่ต้องการใช้ BIMSTEC เป็นสะพานเชื่อมยุทธศาสตร์ "Neighbourhood First" และ "Act East" เข้าด้วยกัน

กล่าวคือ อินเดียต้องการเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียใต้เข้ากับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านโครงสร้างพื้นฐาน การค้า การคมนาคม และห่วงโซ่อุปทานใหม่ 

ในบริบทดังกล่าว ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพได้รับประโยชน์อย่างมาก เพราะเป็นสมาชิกทั้งกับ BIMSTEC และกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอื่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ และความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิกเดินหน้าได้จริง ไทยอาจกลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างสองภูมิภาค ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานสมัยใหม่ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาตลาดเดิมและเพิ่มทางเลือกทางเศรษฐกิจในยุคที่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกเพิ่มสูงขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง การขยายบทบาทของ BIMSTEC ไม่ได้หมายความว่าประเทศสมาชิกกำลังเลือกข้างระหว่างอินเดียกับจีน ตรงกันข้าม ประเทศส่วนใหญ่ยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบ "Multi-alignment" หรือการรักษาความสัมพันธ์กับหลายมหาอำนาจพร้อมกัน

บังกลาเทศ ศรีลังกา เมียนมา และไทย ต่างยังมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดกับจีน ขณะที่ก็เข้าร่วมกลไกด้านความมั่นคงที่อินเดียผลักดันเช่นกัน 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐขนาดกลางและขนาดเล็กไม่ได้มองการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในลักษณะ "ต้องเลือกฝ่าย" เหมือนในช่วงสงครามเย็น หากกลับพยายามใช้การแข่งขันดังกล่าวเพื่อสร้างทางเลือกและเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับตนเอง

การมีทั้ง BIMSTEC, ASEAN, IORA, BRI หรือกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ทำให้ประเทศเหล่านี้สามารถเลือกใช้เวทีที่เหมาะสมกับผลประโยชน์ในแต่ละประเด็นได้มากขึ้น 

แม้ BIMSTEC จะยังเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ทั้งการที่ความตกลงเขตการค้าเสรียังไม่แล้วเสร็จ ระดับการค้าภายในภูมิภาคยังไม่สูง และความขัดแย้งภายในเมียนมายังคงเป็นอุปสรรคต่อการเชื่อมโยงทางบก แต่การประชุมครั้งล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ประเทศสมาชิกยังคงมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะผลักดันความร่วมมือภายใต้กรอบนี้ต่อไป

สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของ BIMSTEC ในอนาคตอาจไม่ได้วัดจากจำนวนข้อตกลงที่ลงนามหรือระดับการรวมตัวเชิงสถาบันเพียงอย่างเดียว หากแต่วัดจากความสามารถในการสร้างทางเลือกใหม่ให้ประเทศสมาชิกสามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจ รักษาความมั่นคง และดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างยืดหยุ่นท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจที่นับวันจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น