ในยุคที่ใครๆ ก็ดูเป็นคนเก่ง เพราะมี AI เป็นเสมือนโดราเอมอน ข้างตัวโนบิตะ เก่งไปหมดได้แทบทุกเรื่อง แม้ว่าตั้งแต่เกิดมาจะไม่เคยไปเกี่ยวข้องในเรื่องนั้นเลย ถ้าเราไม่ได้คุ้นเคยกับเบื้องลึกเบื้องหลังของคนนั้นมาก่อน
ใครออกเวที พูดได้ พูดเก่งก็อาจกลายเป็นกูรูสารพัดเรื่องในความนึกคิดของผู้คนได้
วันนี้ถ้าไม่คิดวิเคราะห์กันให้ลึกซึ้งจริงๆ มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นทาสความคิด หลงเชื่อกูรูที่เก่ง เพราะ AI สอนมา ไม่ได้เก่งจริงในเรื่องนั้น
แต่เดิมเรามีแค่ทักษะการคิดวิเคราะห์ Critical Thinking ที่ฝรั่งบอกมาร่วม 30 ปีว่าเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษนี้ วันนี้ Critical Thinking แบบดั้งเดิมรับมือการตะแบงคิด โดยการสนับสนุนของ AI ไม่ได้ ฝรั่งเลยบอกให้ยกระดับการคิดวิเคราะห์ขึ้นไปอีกขั้น กลายเป็น Deep Critical Thinking เลียนแบบการที่ AI มี Deep Thinking คนเลยต้องคิดลึกมากกว่าที่ AI บอกมา
ที่หนักขึ้นไปอีกคือ คนที่ดูน่าเชื่อถือ เอาความคิดที่ตะแบงมาโดย AI ไปบอกต่อด้วยท่วงท่าที่ดูเป็นผู้เชี่ยวชาญ ใครได้เห็นได้ฟัง ก็หลงเชื่อความคิดที่ตะแบงร่วมกันระหว่าง AI กับ คนอยากเก่งสารพัดเรื่องได้ง่ายๆ รวมกันหลายคนกลายเป็นกลุ่มหลงเชื่อว่าเรื่องตะแบงเป็นเรื่องจริง
สภาพเช่นนี้แหละที่คนเราจะต้องมีทักษะ Deep Critical Thinking ไม่เช่นนั้น เราจะวนเวียนอยู่กับการถกเถียงเรื่องไม่เป็นเรื่อง เถียงกันไม่จบ เพราะต่างคนต่างตะแบงความคิดไปตามข้อมูลและสารสนเทศที่ตนเองได้มาแต่เพียงบางส่วน ซึ่งข้อมูลสนับสนุนการตะแบงคิดส่วนหนึ่งก็ได้มาจาก AI เราจึงต้องมีทักษะการคิดที่ลึกซึ้ง และกว้างขวางเพียงพอที่จะแยกแยะเก่งจริง ออกจากเก่งเทียมให้ได้
Critical Thinking ทั่วไปมักเริ่มต้นจากการคิดตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล แต่ก่อนดูไม่ยากว่าข้อมูลใดจริง ข้อมูลใดไม่จริง เพราะไม่มีการแต่งเติมดัดแปลงข้อมูลให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น ก่อนยุค AI แยกแยะรูปภาพว่ารูปไหนจริง รูปไหนดัดแปลงมา ได้ไม่ยาก
แต่วันนี้ ต้องใช้ทักษะ Deep Critical Thinking มาตั้งคำถามเกี่ยวกับภาพที่เห็นว่า ต้นฉบับของภาพนั้นควรจะเป็นอย่างไร เห็นอะไรในภาพก็ต้องตั้งคำถามเพิ่มเติมว่าอะไรบ้างที่อยู่ในภาพพร้อมกันไม่ได้
Deep Critical Thinking ไม่หยุดแค่การคิดตรวจสอบข้อมูล แต่ตั้งคำถามไปถึงต้นตอของการที่จะเกิดข้อมูลนั้นว่า สมเหตุสมผล มากน้อยเพียงใด มีโอกาสตะแบงข้อมูลมากน้อยแค่ไหน
Critical Thinking ทั่วไป มองสิ่งที่พบเจอ แยกกันเป็นเรื่องๆ มอง TOR ไปแต่ละข้อ แล้วถกเถียงกันเฉพาะเรื่องราวในข้อนั้น เถียงกันเรื่องจำนวนผู้ใช้ โดยไม่สนใจว่าเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นไหน ถ้าเป็น Deep Critical Thinking จะไม่เริ่มต้นจาก TOR ข้อใดข้อหนึ่ง แต่จะดูภาพรวมของโครงการ และความเชื่อมโยงกันระหว่าง TOR แต่ละข้อก่อนที่จะคิดวิเคราะห์ในเรื่องนั้น
Deep Critical Thinking วิเคราะห์จากภาพรวม วิเคราะห์จากความเชื่อมโยงเพื่อให้เห็นก่อนคิดวินิจฉัยว่าอะไรเป็นอะไร โอกาสที่จะได้ความจริงในเรื่องนั้นจึงมากกว่าการจ้องดูเป็นส่วนๆ ตะแบงเป็นส่วนๆ ทำได้ง่าย แต่ถ้าตะแบงในภาพรวม จะถูกจับผิดได้ง่าย
Deep Critical Thinking คิดถึงผลกระทบในระยะยาว และผลกระทบข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากเรื่องนั้น เพิ่มเติมจากการมองผลที่จะเกิดขึ้นในเบื้องต้น คิดต่อยอดไปไกลกว่าผลที่จะเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ทำให้มองเห็นคำตอบที่มีหลายทางเลือก ไม่ใช่แค่คำตอบที่ดีที่สุด
สำหรับบริบทปัจจุบัน การคิดวิเคราะห์ทั่วไปมุ่งเน้นคำตอบสำหรับปัญหาเฉพาะหน้าที่คิดได้จากการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ภายใต้กรอบความคิด หรือสมมุติฐานที่มีมาแต่เดิม
Deep Critical Thinking หาคำตอบโดยใช้ตรรกะในกรอบที่กว้างกว่า คิดถึงทั้งบริบทปัจจุบัน และบริบทที่คาดการณ์ไว้สำหรับอนาคต คิดร่วมกับประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คิดถึงคุณค่า และจริยธรรม ที่ยอมรับกันในวงการนั้น
คำตอบที่ได้จึงมักก้าวข้ามกรอบความคิดเดิม มักจะเป็นคำตอบใหม่ จากมุมมองใหม่ มีการทบทวนสมมุติฐานที่มีมาแต่เดิม จนกลายเป็นสมมุติฐานใหม่ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจแม้เรื่องนั้นจะยังไม่หลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน ตัดสินใจท่ามกลางวงการตะแบงคิดได้เป็นอย่างดี
Deep Critical Thinking จะยิ่งมีประสิทธิผลมากขึ้นในยุคตะแบงคิด เมื่อมีการรับฟังอย่างเปิดใจ และทบทวนอคติของตนเองอย่างสม่ำเสมอ


